วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ร้อยเอ็ดเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 รอบคัดเลือกตัวแทนภาค 3 “ร้อยเอ็ดเกมส์”

จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับเกียรติจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 รอบคัดเลือกตัวแท่นภาค 3 "ร้อยเอ็ดเกมส์” โดยกำหนดจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 2 – 12 กันยายน 2556 ณ สนามกีฬาทั้งภายในจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความพร้อมในการจัดแข่งขันกีฬาบางชนิด โดยมี "กระรอกขาว” เป็นตัวนำโชค เพื่อคัดเลือกนักกีฬาไปแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 "สุวรรณภูมิเกมส์” ระหว่างวันที่ 5 – 15 มกราคม 2556 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยจะมีนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จาก 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมทำการแข่งขัน รวมกว่า 8 พันคน และมีกีฬาที่จะทำการแข่งขัน รวม 36 ชนิดกีฬา สนามแข่งขัน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ๆ ที่ 1 สนามในเขตเมืองร้อยเอ็ด มีกีฬาที่แข่งขัน รวม 17 ชนิดกีฬา อาทิ เทนนิส,ซอฟท์เทนนิส,แบดมินตัน,เปตอง,วอลเลย์บอลในร่ม,วอลเลย์บอลชายหาด และฟุตบอล เป็นต้น กลุ่มที่ 2 สนามต่างอำเภอ มี 6 ชนิดกีฬา เช่นการแข่งขันกีฬาจักรยานประเภทลู่ ที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด การแข่งขันมวลสมัครเล่นและมวยไทยสมัครเล่น ที่หอประชุมอำเภอเสลภูมิ อย่างนี้เป็นต้น และกลุ่มที่ 3 สนานต่างจังหวัด มี 11 ชนิดกีฬา เช่น ที่การกีฬาแห่งประเทศไทย สนามยิงปืนหัวหมาก จัดกีฬายิงปืน ที่ นครราชสีมา จัดการแข่งขัน ลีลาศ ที่ ขอนแก่น จัดแข่งขันกอล์ฟ,ยกน้ำหนัก,มวยปล้ำ เป็นต้น เหลืออีก 10 วันที่จะมีการแข่งขันฯ จังหวัดร้อยเอ็ดได้จัดเตรียมความพร้อมในเรื่องต่างๆ ไว้พร้อมแล้วสำหรับกีฬาที่จะแข่งขันที่ร้อยเอ็ด ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเรื่องสนามกีฬา, ที่พักนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ การอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักกีฬาเจ้าหน้าที่และผู้เข้าเดินทางไปจังหวัดร้อยเอ็ด และที่สำคัญพี่น้องชาวร้อยเอ็ดพร้อมที่จะต้อนรับทุกท่านที่จะเดินทางไปจังหวัดร้อยเอ็ดในช่วงดังกล่าว โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ท่านผู้ว่าฯ สมศักดิ์ ขำทวีพรหม ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นพิเศษ

วันนี้ (23 ส.ค.56) เวลา 14.00 น. นายธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยแถลงความพร้อมของคณะกรรมการทั้ง 16 คณะ ความพร้อมของสนาม อาคารสถานที่ และความพร้อมของพี่น้องชาวจังหวัดร้อยเอ็ดที่จะร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี และได้มีการประชุมซักซ้อมความพร้อมของคณะกรรมการทั้ง 16 คณะ ซึ่งแต่ละคณะมีความพร้อมแล้วที่จะดำเนินการจัดการแข่งขันฯ วันนี้ (23 ส.ค.56)ได้มีการจับสลากแบ่งสายการแข่งขัน 7 ชนิดกีฬา ได้แก่ ฟุตบอล,ฟุตซอล,บาสเกตบอล,วอลเลย์บอลในร่ม/วอลเลย์บอลชายหาด,เซปักตะกร้อ/ตะกร้อลอดห่วง,แฮนด์บอล และรักบี้ฟุตบอล ส่วนกีฬาที่เหลือ จะทำการตามระบบและวิธีการจัดการของแต่ละชนิดกีฬาที่วางไว้ในระเบียบการแข่งขันฯ ในส่วนการประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีท่านประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นกรรมการและเลขานุการ ได้ประสานสื่อมวลชนทุกสาขาเพื่อเตรียมการรายงานผลการแข่งขันในทุกสื่อ โดยได้มีการตั้งศูนย์ Pres Center ขึ้น ที่ศูนย์กีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดร้อยเอ็ด โดยจะมีการสรุปผลการแข่งขันกีฬาชนิดต่างๆ แถลงข่าวสื่อมวลชนทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 12 กันยายน 2556 เวลา 09.00 – 10.00 น. และจะมีการสรุปผลการแข่งขัน วันละ 2 รอบ ๆ แรก เวลา 14.00 น. และรอบที่ 2 เวลา 17.00 น. เพื่อจัดส่งให้สื่อมวลชนทุกแขนงประชาสัมพันธ์ในช่องทางต่างๆ ต่อไป




วิมล เร่งศึก/ข่าว
กมลพร คำนึง/บก.ข่าว
23 ส.ค. 56 

ร้อยเอ็ดประชุมเตรียมความพร้อมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 รอบคัดเลือกตัวแทนภาค 3 “ร้อยเอ็ดเกมส์”

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 23 ส.ค.2556 นายธัชชัย  สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานประชุมเตรียมความพร้อมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 รอบคัดเลือกตัวแทนภาค 3 "ร้อยเอ็ดเกมส์” ที่ห้องประชุมข้าวหอมมะลิ ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด  โดยมีนายปราโมทย์  เอกก้านตรง ผอ.การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดร้อยเอ็ด กมลพร คำนึง ประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด ตลอดจนสื่อมวลชนจากทุกแขนงในจังหวัดร่วมเสนอความคิดเห็นจำนวนมาก

ทั้งนี้จังหวัดร้อยเอ็ดได้รับเกียรติจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 รอบคัดเลือกตัวแทนภาค 3 "ร้อยเอ็ดเกมส์” ระหว่างวันที่ 2 – 12 กันยายน 2556 รวม 11 วัน ณ สนามกีฬากลางจังหวัดร้อยเอ็ด สนามมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และอำเภอรอบนอก เพื่อคัดเลือกนักกีฬาไปร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 "สุวรรณภูมิเกมส์” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 15 มกราคม 2557  จังหวัดจึงได้ประชุมเตรียมความพร้อมร่วมกับสื่อแขนงต่างๆ ในการขอความร่วมมือทำข่าว เผยแพร่การแข่งขัน การถ่ายทอดสดทางเคเบิลทีวี และวิทยุกระจายเสียง การตั้งศูนย์เพลสเซ็นเตอร์ เพื่อสรุปผลการแข่งขันกีฬาชนิดต่างๆในแต่ละวันให้สื่อมวลชน และประชาชนทราบ เพื่อให้การรายงานข่าวเป็นไปด้วยความรวดเร็ว

ซึ่งในวันที่ 1  กันยายนนี้ เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป  ทางจังหวัดได้มีพิธีเลี้ยงต้อนรับคณะนักกีฬา  สตาปโคช คณะกรรมการดำเนินการแข่งขัน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จึงขอให้เจ้าของธุรกิจ ห้างร้าน โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร และประชาชนชาวร้อยเอ็ด  ให้อำนวยความสะดวก ประชาสัมพันธ์ข้อมูลจังหวัด และให้บริการอย่างเป็นธรรมเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของทางจังหวัดด้วย  ขณะเดียวกันผู้ที่สนใจจะสั่งซื้อเสื้อกีฬาร้อยเอ็ดเกมส์ สามารถหาซื้อได้ที่สำนักงานคลังจังหวัด ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดได้ในวันและเวลาราชการ และขอให้ร่วมกันแสดงพลังเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาครั้งนี้โดยการสวมเสื้อสีส้มอย่างพร้อมเพียงกันทุกวันพฤหัสบดีด้วย




คมกฤช  พวงศรีเคน  ข่าว
กมลพร  คำนึง  บก.ข่าว
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด
23 ส.ค. 56 

ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามองค์กรพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ติดตามผลดำเนินงานตามโครงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ที่ร้อยเอ็ด

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ 23 สิงหาคม 2556 นายกฤช  อาทิตย์แก้ว ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามองค์กรพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา และคณะติดตามผลดำเนินงานตามโครงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ณ ห้องประชุมพระมหาเจดีย์ชัยมงคล ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด โดยดำเนินงานของโรงเรียนนักปกครองท้องที่ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด

นายสมเกียรติ  รัตนเมธาธร ปลัดจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า ตามที่กรมการปกครองร่วมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ได้กำหนดออกติดตามผลการดำเนินงานตามโครงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) โดยการจัดตั้งโรงเรียนนักปกครองท้องที่ประจำจังหวัด (ร.ร.นปท.จ.) ประจำปีงบประมาณ 2556 ต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2555 เพื่อติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานและเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ รวมทั้งเพื่อรับทราบปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะจากผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่นำไปเป็นข้อมูลประกอบการ พิจารณากำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานขอ กม. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขี้น โดยกำหนดแผนติดตามฯ ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างวันที่ 22 – 23 สิงหาคม 2556  จังหวัดร้อยเอ็ด ได้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรมการขับเคลื่อน กม. ของจังหวัดร้อยเอ็ด ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนกลางพัฒนาหมู่บ้าน (จัดตั้งครบทุกหมู่บ้าน 2,189 หมู่บ้าน, ระเบียบของกองทุนกลางพัฒนาหมู่บ้าน, บัญชีเงินฝากธนาคาร), แผนพัฒนาหมู่บ้าน, กฎข้อบังคับของหมู่บ้าน, การขยายผลตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง, การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และการส่งเสริมวิถีชีวิตประชาธิปไตย  ส่วนปัญหาอุปสรรค ได้แก่ โรงเรียนนักปกครองท้องที่ ยังขาดความพร้อม, กม. ขาดความรู้ความเข้าใจ และวามตระหนักในบทบาทและอำนาจหน้าที่, กม. ยังขาดงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงาน และส่วนราชการยังไม่เห็นความสำคัญ หมู่บ้าน กม. 2,189 หมู่บ้าน, หมู่บ้าน อพป. 255 หมู่บ้าน, หมู่บ้าน A (ดีเด่น) 1,015 หมู่บ้าน, หมู่บ้าน B (ดีเด่น) 1,105 หมู่บ้าน, หมู่บ้าน C (เริ่มสร้างผลงาน) 69 หมู่บ้าน จำนวน กม. 41,000 คน โดยตำแหน่ง 25,387 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 15,613 คน





คมกฤช  พวงศรีเคน  ข่าว
บุญมี  เพ็งรัตน์ ภาพ
อนงค์นาถ  ธุระพันธ์  พิมพ์
กมลพร  คำนึง  บก.ข่าว
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด
23 ส.ค. 56 

โรงเรียนชุมชนหนองแสงโนนสว่างและโรงเรียนหนองเรือ อ.หนองพอก แชมป์ “วิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอล ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ประจำปี 2556 ร้อยเอ็ด

วันนี้ เวลา 12.00 น.  (23 ส.ค. 56)  นายธัชชัย  สีสุวรรณ รองผู้ราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานมอบ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ในการแข่งขัน "วิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอล ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ประจำปี 2556 (รองคัดเลือกระดับจังหวัดร้อยเอ็ด) ที่ โรงยิมสนามกีฬากลางจังหวัดร้อยเอ็ด  จากการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดร้อยเอ็ด ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมกับบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยจำกัด และสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ดำเนินการแข่งขันฯ "วิทยุการบิน มินิวอลเลย์บอล ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ประจำปี 2556 สำหรับนักเรียนประถมศึกษา อายุไม่เกิน 12 ปี มีทีมเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 10 ทีม แบ่งเป็นทีมชาย 4 ทีม ทีมหญิง 6 ทีม และดำเนินการจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 18 – 23 สิงหาคม 2556 เพื่อทีมชนะเลิศ ชาย – หญิง จังหวัดละ 2 ทีม เป็นตัวแทนจังหวัดเข้าร่วมการแข่งขันในภาคและระดับประเทศต่อไป ผลการแข่งขันปรากฏว่า โรงเรียนชุมชนหนองแสงโนนสว่าง อ.หนองพอก ได้แชมป์ประเภทหญิงและโรงเรียนหนองเรือ อ.หนองพอก ได้แชมป์ ประเภทชาย

จากนั้น นายธัชชัย  สีสุวรรณ รองผู้ราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้กล่าวว่าการแข่งขัน "วิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอล ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ประจำปี 2556 (รองคัดเลือกระดับจังหวัดร้อยเอ็ด) กีฬานับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้เยาวชน ได้พัฒนาทางด้านสุขภาพด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและจิตใจ เป็นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมความมีระเบียบ วินัยและมีน้ำใจนักกีฬา สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเหมาะสม ตลอดจดใช้กิจกรรมทางด้านกีฬาเป็นเครื่องมือเป็นสื่อในการลดปัญหาสังคม และส่งเสริมให้เยาวชน ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ทุกพื้นที่ ได้พัฒนาขีดความสามารถทางด้านกีฬาของตนเอง ต่อไป หลังจากนั้นรับชมดนตรีโปงลางเยาวชน จากโรงเรียนหนองแสงโนนสว่าง และได้มอบถ้วยรางวัลชนะเลิศ เหรียญรางวัลและเกียติบัตร ให้แก่นักกีฬาที่ชนะการแข่งขัน  ตามลำดับ




คมกฤช  พวงศรีเคน  ข่าว/ภาพ
กมลพร  คำนึง  บก.ข่าว
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด
23 ส.ค. 56

อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ร่วมกับ ธ.ก.ส.สร้างฝายชะลอน้ำ

นายบรรพต ยาฟอง นายอำเภอด่านซ้าย พร้อมด้วยนายวรชาติ สุทธิโมกข์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดเลย ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ ทหารพราน ตชด.247 สภ.ด่านซ้าย ชาวบ้านชุมชนบ้านน้ำเย็น องค์การบริหารส่วนตำบลกกสะทอน ได้จัดทำโครงการ ธ.ก.ส.สร้างฝายชะลอน้ำ โดยได้สร้างฝายชะลอน้ำ ขนาดความกว้าง 1 เมตร ยาว 5 เมตร สูง 2 เมตร เพื่อเพิ่มความชุมชื้น ลดความรุนแรงของกระแสน้ำ และการลื่นไถลของหน้าดิน ชะลอและกักเก็บน้ำเพื่อใช้อุปโภค บริโภค เลี้ยงสัตว์และเกษตรกรรม ณ ห้วยกกสะทุงบ้านน้ำเย็น ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งมีชุมชนที่ ได้รับประโยชน์ 240 ครัวเรือน และพื้นที่การเกษตร 1,500 ไร่ ผู้อำนวยการ ธ.ก.ส.จังหวัดเลย กล่าวว่าในปี 2556 ธ.ก.ส.ด่านซ้าย ได้จัดทำโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งหมด 8 โครงการ ได้แก่ ฝายชะลอน้ำ 5 โครงการ พัฒนาแหล่งน้ำ 1 โครงการ และปลูกต้นไม้ เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน 2 โครงการ เป็นเงินงบประมาณ 630,000 บาท และในภาพรวมของจังหวัดเลย ได้มีการจัดทำโครงการสร้างฝายชะลอน้ำ”ทั้งหมด 38 ฝาย โครงการพัฒนาแหล่งน้ำสุดสวยชุมชนสดใส 3 โครงการ และโครงการปลูกป่า เพื่อป้องกันการการพังทลายของหน้าดิน 4 โครงการ กระจายไปทุกอำเภอในจังหวัดเลยเป็นเงินจำนวน งบประมาณทั้งสิ้น 3,400,000 บาท ชุมชนที่ได้รับประโยชน์ 4,600 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 53,000 ไร่ โดยร่วมกับชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอำเภอ ซึ่ง ธ.ก.ส. สำนักงานจังหวัดเลย ได้เริ่มจัดทำโครงการแล้วในระหว่างเดือนสิงหาคม 2556 - ธันวาคม2556 ธ.ก.ส. ยังมีโครงการที่เป็นการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเกษตรกร ชุมชนและสังคมให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ได้แก่ โครงการ ธ.ก.ส.อาสาพัฒนาชนบท โครงการธนาคารโรงเรียน โครงการธนาคารต้นไม้ โครงการ ธ.ก.ส. ร่วมใจสู้ภัยธรรมชาติและโครงการอื่นๆ ที่ชุมชนหรือส่วนงานต่าง ๆ เสนอเข้ามาเพื่อขอความช่วยเหลือในลำดับต่อไป

เจ้ากรม กรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมด้วยคณะ ร่วมประชุมกองอำนวยการ ปฏิบัตินโยบายชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน(กอ.นชท.) สัญจร ด้านกัมพูชา

พลโท วรวิทย์ ดรุณชู เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมด้วยคณะ ประธานร่วมการ ประชุมกองอำนวยการปฏิบัตินโยบายชายแดนไทย กับประเทศเพื่อนบ้านสัญจรด้านกัมพูชา และมอบนโยบายให้แนว ทางการดำเนินงานฯ โดยมีนายพยม ธารีชาญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ และเข้าร่วมประชุม

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ เป็นบรรยายบทบาทแหน้าที่ของ กอ.นชท. : สลก.กอ.นชท การบรรยายสาถนาการณ์ทั่วไปของจังหวัดศรีสะเกษ การหารือ เสนอประเด็นปัญหา และการหาแนวทางแก้ไข โดยสรุป ปัญหาชาวต่างชาติลักลอบเข้ามาตัดไม้พะยูง, การละเมิด MOU ปี 43 และการไม่ปฏิบัติตามศาลโลก(ICJ), ปัญหาด้านทรัพยากรป่าไม้, สถานการณ์การเดินทางเข้า-ออก ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ, การลักลอบทำไม้พะยูงลงช่องคำผกา พลาญยาว และการขยายขอบเขตที่ดินทำกินออกนอกราชอาณาจักรไทย ในบริเวณช่องคำผกา พลาญบั้งไฟ ซำแต

หลังจากนั้น พลโท วรวิทย์ ดรุณชู เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมด้วยคณะ ได้ลงพื้นที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวร ชายแดนไทย -กัมพูชา ช่องสะงำ เพื่อตรวจติดตามความคืบหน้าของการพัฒนาตลาดเมืองใหม่ ช่องสะงำ เพื่อเตรียมความพร้อมรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558

ศรีสะเกษ ออกหน่วยบริการทางสังคม ให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดาร พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ของคนพิการในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ส.ค.56 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลจานแสนไชย อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ นายปรีชา สรวิสูตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดศรีสะเกษ นำเจ้าหน้าที่จาก สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดกลุ่มภาคภาคีเครือข่ายช่วยเหลือสังคม ลงพื้นที่ให้บริการประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตามโครงการออกหน่วยบริการทางสังคมในส่วนภูมิภาค ประจำปี 2556 ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่ให้เข้าถึงหน่วยบริการของรัฐและเข้าถึงสิทธิประโยชน์ตามกฏหมาย อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างทัศนคติในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการให้บริการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตลอดจนหน่วยราชการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายสนิท ขาวสะอาด รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ให้การต้อนรับ นายทวีศักดิ์ สิงห์ดง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ

โอกาสเดียวกันนี้ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดศรีสะเกษ ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่บุคคลดีเด่น และองค์กรที่ให้การสนับสนุนการจัดงาน และร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ นายสนิท ขาวสะอาด รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และ นางนภา เศรษฐกร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมมอบรถสามล้อมือโยกและรถเข็นคนนั่งสำหรับคนพิการ กับผู้พิการผู้ยากไร้ ทั้งนี้ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดศรีสะเกษ ยังได้เป็นประธานในการเปิดศูนย์ช่วยเหลือมทางสังคม จังหวัดศรีสะเกษ และปล่อยขบวนรถแรลลี่ 1300 OSCC ออกให้บริการประชาชนตามอำเภอต่างๆในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ มีนโยบายที่มุ่งสู่สังคมคุณภาพ บนพื้นฐานความรับผิดชอบร่วมกัน โดยให้มีการจัดระบบสวัสดิการให้แก่ประชาชนพัฒนาคนและสังคม ให้มีคุณภาพมีภูมิภาพมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง เสริมสร้างทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมในงานด้านพัฒนาสังคม และให้ทุกภาคส่วนร่วมผลักดันให้เกิดสังคมสวัสดิการ เกิดการพัฒนาสังคมให้เข้มแข็ง พร้อมรับการเปลี่ยนของสังคมโลก นายทวีศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับกิจกรรม ภายในงานประกอบด้วย การจัดเวทีเสวนา ในหัวข้อเรื่อง การให้บริการผ่านระบบศูนย์ช่วยเหลือทางสังคม และการออกหน่วยของภาคเครือข่ายภาครัฐ และเอกชน กลุ่มงานสาธิต และกลุ่มงานวิชาการ เพื่อให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับงานด้านพัฒนาสังคม ตลอดกลุ่มงานบริการด้านต่างๆเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน อีกด้วย

คณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 13 ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ช่องสะงำ(เมืองใหม่ช่องสะงำ) อำเภอภูสิงห์

นางเตือนใจ สินธุวณิก ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 13 ในฐานะหัวหน้าคณะผู้ตรวจราชการ พร้อมด้วย นายณัฐษ์พล วิเชียรเทิด ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจติดตามราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 แบบบูรณาการ โดยมีนายนายสนิท ขาวสะอาด รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับพร้อมกับร่วมประชุม และสรุปความเป็นมา ผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรคและแนวทางในการแก้ไขปัญหา
สำหรับการตรวจราชการฯในครั้งนี้ เป็นการประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องถึงผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ช่องสะงำ(เมืองใหม่ช่องสะงำ) โดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อรายงานผลการตรวจสอบการใช้งบประมาณโครงการพัฒนาพื้นที่ช่องสะงำ(เมืองใหม่ช่องสะงำ) อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้นำเรียนรองนายรัฐมนตรี(นายยุคล ลิ้มแหลมทอง)ในฐานะที่ได้รับอบหมายให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค เขตตรวจราชการที่ 13เพื่อพิจารณาตรวจสอบรายงานข้อเท็จจริง และแนวทางการแก้ไขปัญหา และรองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 13 รับไปตรวจสอบและประสานงานกับจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรายงานข้อเท็จจริง ปัญหา อุปสรรค เพื่อรองนายกรัฐมนตรีจะได้พิจารณาดำเนินการต่อไป หลังจากนั้น นางเตือนใจ สินธุวณิก ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 13 ในฐานะหัวหน้าคณะผู้ตรวจราชการ พร้อมด้วย นายณัฐษ์พล วิเชียรเทิด ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวร ไทย –กัมพูชา ช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อหารือถึงแนวทางในการพัฒนาตลาดเมืองใหม่ ช่องสะงำ และรับทราบถึงปัญหาต่างๆในพื้นที่

ศรีสะเกษ จัดประกวดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ ชิงถ้วยประทานพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ในระดับจังหวัด ประจำปี 2556

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 23 ส.ค.56 ที่ห้องประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา โรงเรียนสตรีสิริเกศ จังหวัดศรีสะเกษ นายปรีชาญ สามารถ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดงานการประกวดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ ชิงถ้วยประทานพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ในระดับจังหวัด ประจำปี 2556 ซึ่งสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับโรงเรียนสตรีสิริเกศในฐานะศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน(ทสม.) จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้เยาวชนและประชาชน ได้ทราบถึงแนวทางในการลดปริมาณขยะ และการนำขยะหรือของเหลือใช้ไปดัดแปลงให้เกิดประโยชน์ต่อไป โดยมีสถานศึกษา และภาคประชาชนส่งผลงานเข้าร่วมประกวด จำนวนทั้งสิ้น 51 ทีม แยกเป็น ประเภทสิ่งประดิษฐ์ของใช้ภายในบ้านจากวัสดุเหลือใช้ ระดับประถมศึกษา 10 ทีม ระดับมัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา(ปวช) 19 ทีม ระดับอาชีวศึกษา(ปวส)อุดมศึกษา 3 ทีม ประเภทเครื่องแต่งกายจากวัสดุเหลือใช้(มัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา/อุดมศึกษา/ประชาชนทั่วไป) 13 ทีม และประเภทสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้สู้ภัยพิบัติ(มัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา/อุดมศึกษา/ประชาชนทั่วไป) 6 ทีม นายปรีชาญ กล่าวว่า สำหรับการจัดโครงการในครั้งนี้ เป็นไปตามพระราชดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในคราวเสด็จตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว ปี 2551 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำ โครงการประกวดสร้างสรรค์สิงประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ขึ้น โดยให้มีการประกวดในระดับจังหวัด แล้วส่งผลงานทีชนะเลิศระดับจังหวัดในแต่ละประเภทเข้าไปประกวดในระดับประเทศต่อไป

ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 13 ประชุมสัมมนาสร้างเครือข่ายภาคประชาชนของคณะกรมการธรรมาภิบาลจังหวัดอุบลราชธานี

วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ณ ห้องราชพฤกษ์ โรงแรมเนวาด้า อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี นางเตือนใจ สินธุวณิก ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 13 เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาสร้างเครือข่ายภาคประชาชนของคณะกรมการธรรมาภิบาลจังหวัดอุบลราชธานี โดยคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดอุบลราชธานี จัดประชุมสัมมนาการสร้างเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนและกำหนดแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดและเครือข่ายภาคประชาชน ให้สามารถเป็นกลไกในการสอดส่องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐในจังหวัด โดยการเสริมสร้างความรู้ให้กับเครือข่ายให้มีความเข็มแข็ง และเปิดโอกาสให้เครือข่ายได้เข้ามีส่วนร่วมสอดส่องและสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด อีกทั้งเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาท อำนาจหน้าที่ และแนวทางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดในการสอดส่อง เสนอแนะแนวทางปฏิบัติ และการส่งเสริมตามหลักคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งดำเนินการเพื่อปลูกจิตสำนึก และสร้างความตระหนักด้านธรรมาภิบาลให้กับข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐในจังหวัด รวมทั้งประชาชนทั่วไป ได้เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการรับทราบนโยบายการปฏิบัติงาน ร่วมเสนอแนะการปฏิบัติ ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมทั้งการตรวจสอบ สอดส่องการทำงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ ด้วยความโปร่งใส สุจริต ยุติธรรม และตรวจสอบได้ ซึ่งการที่จะให้ประชาชนทุกคน ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เช่นนั้น ย่อมไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างทั่วถึง ในการประชุมสัมมนาการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีกลุ่มเป้าหมายประชาชนในพื้นที่ที่สนใจในภารกิจของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด ร่วมเป็นเครือข่ายภาคประชาชนของคณะกรมการธรรมาภิบาลจังหวัดอุบลราชธานีเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี และ เรือนจำกลางอุบลราชธานี ลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วย “การสมานฉันท์และสันติวิธีในชั้นฝากขัง” เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนและสังคมด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรมและทั่วถึง

(23 ส.ค.56) โดยมีนางสมลักษณ์ ยอดรัก ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอุบลราชธานี และนายชัยโรจน์ สินธุพุฒิพงศ์ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางอุบลราชธานี ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วย "การสมานฉันท์และสันติวิธีในชั้นฝากขัง” ที่ เรือนจำกลางอุบลราชธานี โดยมี อัยการศาลจังหวัด หัวหน้าศาลแขวง หัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว หัวหน้าส่วนราชการ และผู้ต้องขัง ร่วมเป็นสักขีพยานกันเป็นจำนวนมาก การลงนามความมือทั้ง 2 หน่วยงานในครั้งนี้ เพื่อ เป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ แนวทางปฏิบัติ สิทธิประโยชน์ของผู้ต้องขังที่พึงจะได้รับ และขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลตั้งแต่เริ่มต้นไปจนสิ้นสุดกระบวนการ อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจระหว่างศาลจังหวัดอุบลราชธานีกับเรือนจำกลางอุบลราชธานีอีกด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้ต้องขัง และผู้ต้องขังจะต้องได้รับความถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม นับว่าเป็นการสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบในการกระทำของจำเลยอันมีต่อสังคมส่วนรวมให้เกิดกระบวนการยุติธรรมทางเลือกมาใช้ในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นการนำกระบวนการทางเลือกเชิงสมานฉันท์มาใช้ในการพัฒนาระบบงานกระบวนการยุติธรรมของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ให้มีประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่องเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและสังคมต่อไป 

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จัดกิจกรรมเวทีชุมชนปรมาณูเพื่อสันติ เพื่อเผยแพร่ความรู้ และสร้างการมีส่วนร่วมด้านความปลอดภัยจากการใช้พลังงานปรมาณูให้แก่ประชาชน

วันที่ 23 สิงหาคม 56 ที่โรงแรมลายทอง จังหวัดอุบลราชธานี นายเกรียงเดช วัฒนวงษ์สิงห์ ปลัดจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมเวทีชุมชนปรมาณูเพื่อสันติ ปีงบประมาณ 2556 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแล ตรวจสอบ และควบคุมการใช้พลังงานนิวเคลียร์และรังสี ภายในประเทศไทย และเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการเผยแพร่ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัย ในการใช้พลังงานปรมาณูให้เป็นที่แพร่หลาย และสร้างการมีส่วนร่วม ด้านความปลอดภัยจากการใช้พลังงานปรมาณูให้แก่ประชาชน โดยผ่านกิจกรรมเวทีชุมชนปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และความปลอดภัยในการใช้พลังงานปรมาณูมากขึ้น จะส่งผลให้เกิดทัศนคติที่ถูกต้อง และมีความเชื่อมั่นต่อสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งในปีงบประมาณ 2556 สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มีแผนการจัดกิจกรรมเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แสดงความคิดเห็นผ่านกิจกรรมชุมชนปรมาณูเพื่อสันติ เพื่อนำไปสู่การผลักดัน ให้มีหารดำเนินงานตามภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแผนการลงพื้นที่จัดกิจกรรม คลอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ โดยครั้งแรกจัดไปแล้วที่ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งที่สองภาคเหนือที่จังหวัดแพร่ และครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งได้รับเกียรติจาก อ.วิทิต เกษคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานปรมาณู และคุณสุรีรัตน์ แสงสุดา นักรังสีการแพทย์ ชำนาญการพิเศษโรงพยาบาลราชวิถี เป็นวิทยากรมาให้ความรู้เกี่ยวกับพลังงานปรมาณ




จักรกฤษณ์ มาลาสาย/ข่าว
ทองปัก ทวีสุข/ภาพ

รมต.สาธารณสุข ลงพื้นที่สุรินทร์ดูความพร้อมศูนย์กลางด้านสาธารณสุขเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ เพื่อดูความพร้อมสถานบริการสุขภาพไทย เข้าสู่ประชาคมอาเซียน เครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่อยู่ติดกับพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน

วันที่ 23 ส.ค.56 เวลา 09.30 น. นายแพทย์ประดิษฐ สินธวนรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะ ทั้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปลัดและรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น เดินทางมาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ โดยมีนายวิเชียร จันทรโณทัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยนายสอาด วีระเจริญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ นายแพทย์ธงชัย ตรีวิบูลย์วณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ และข้าราชการ เจ้าหน้าที่ กระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เป็นประธานเปิดสัมมนาผู้บริหาร บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในสถานบริการสุขภาพภาครัฐและเอกชน ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี จำนวน 370 คน และผู้แทนด้านสาธารณสุขจากประเทศกัมพูชา โดยมีทางด้านผู้แทนจากจังหวัดพนมเปญ เสียมเรียบ อุดรมีชัยและพระตะบอง รวมจำนวน 30 คน เข้าร่วมรับฟังและนำเสนอข้อมูล ทั้งนี้การสัมมนาก็เพื่อที่จะชี้แจงนโยบายและเตรียมความพร้อมสถานบริการสุขภาพเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 นี้ โดยกำหนดให้โรงพยาบาลทุกระดับตามแนวตะเข็บชายแดน ต้องผ่าน 4 เกณฑ์มาตรฐานที่จำเป็น ได้แก่ ความปลอดภัย ประสิทธิภาพมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ มีระบบการให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันการเจ็บป่วยและมาตรฐานด้านการรักษาพยาบาลซึ่งขณะนี้ประเทศไทยผ่านเกณฑ์แล้ว 152 แห่ง

สำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอีก 2 ปี ข้างหน้า เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะการบริการทางการแพทย์ของไทยได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพสูงในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งการบริการส่งเสริมสุขภาพ เช่น สปา นวดแผนไทยและธุรกิจความงาม และในด้านการบริการการแพทย์ระหว่างไทยกับกัมพูชา กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้โรงพยาบาลสุรินทร์เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์เพราะมีความพร้อมผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้งในด้านอาคารสถานที่ แพทย์พยาบาล ในการดูแลการเจ็บป่วย ความสร้างระบบให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชน และคาดว่าในอนาคตจะมีชาวกัมพูชาเข้ามารักษาพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์มากขึ้น




ส.ปชส.สุรินทร์ กำชัย วันสุข ข่าว / อนุชา  หาญนึก ภาพ

เทศบาลศีขรภูมิรณรงค์ป้องกันกำจัดยุงลายพาหะโรคไข้เลือดออก

วันที่ 22 สิงหาคม 2556 เทศบาลตำบลศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ โดย นายกบรรจง พิชญาสาทิตย์ ร่วมกับโรงเรียนในเขตเทศบาลศรีขรภูมิ และพี่น้องประชาชน อสม. เดินรณรงค์ป้องกันไข้เลือดออก โดยการกำจัดยุงลาย ทำลายแหล่งน้ำที่ขัง อย่าให้ยุงเกิด ปิดฝาโอ่ง เก็บน้ำให้มิดชิด ปิดความเสี่ยงของชีวิตจากยุงลาย เปลี่ยนน้ำในแจก้น ถังเก็บน้ำในห้องน้ำทุกๆ 7 วัน ตัดวงจรลูกน้ำที่จะกลายเป็นยุงลาย ปล่อยปลา กินลูกน้ำในอ่างบัว และภาชนะใส่น้ำขนาดใหญ่ ปรับปรุง สภาพแวดล้อมเก็บทำลายแหล่งน้ำขังรอบบ้านทุกชนิดไม่ให้ยุงมีที่วางไข่ ปกป้องคนที่รักจากยุงลาย ทำได้ด้วยมือคุณ ซึ่งในปัจจุบันเป็นหน้าฝนทำให้มีน้ำขังตามภาชนะเป็นที่วางไข่ยุงลายได้อย่างดี ทางจังหวัดสุรินทร์มีผู้ป่วยไข้เลือดออกประมาณ 1,200 กว่าราย เสียชีวิตแล้ว 3 ราย ในปีนี้คาดว่าไข้เลือดออกจะระบาดหนักกว่าทุกๆปีที่ผ่านมา ทางเทศบาลตำบลศีขรภูมิจึงได้รณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัวในเรื่องนี้ อาการหลังได้รับเชื้อจากยุงลาย 5-8 วัน คลื่นไส้อาเจียนเบื่ออาหาร หน้าแดงอาจพบจุดเลือดที่ผิวหนัง มักไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก กดเจ็บชายโครงด้านขวา โรคนี้ยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ต้องรักษาตามอาการเมื่อมีไข้ให้กินยาลดไข้ตามแพทย์สั่ง เช็ดตัว ให้อาหารอ่อนๆ ดื่มน้ำเกลือแร่ หรือน้ำผลไม้ให้ร่างกายสดชื่น หากอาการไม่ดีขึ้นต้องพาไปหาแพทย์โดยเร็ว ณ โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

ศูนย์ประสานงาน สป.สชและกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพร้อยแก่นสารสินธุ์ แถลงข่าวให้รัฐบาลลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมระบบสุขภาพมาตรฐานเดียวรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

วันนี้ เวลา 11.30 น. (22 สิงหาคม 2556) ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพร้อยแก่นสารสินธุ์ ประกอบด้วย นางอาภรณ์ อะทาโส ผู้ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัดร้อยเอ็ด,นายปฏิวัติ  เฉลิมชาติ ผู้ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัดขอนแก่น,นางประคำ  ศรีสมชัย ผู้ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัด จังหวัดกาฬสินธุ์, นายสังคม  จริงไทสง ผู้ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัดมหาสารคาม และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพร้อยแก่นสารสินธุ์ เปิดแถลงข่าวยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพในพื้นที่ 4 จังหวัด (กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, มหาสารคาม และร้อยเอ็ด)  ณ โรงแรมแรมสาเกตนคร อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ว่า ขอให้หน่วยงานด้านสุขภาพในพื้นที่เร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้การบริการประชาชนในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดการรอคิวรักษาพยาบาล และขอให้กระทรวงสาธารณสุขทบทวนนโยบายจ่ายค่าตอบแทนตามภาระงาน (P4P) เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในการเก็บข้อมูลการรักษาพยาบาล และยังไม่สะท้อนให้เกิดการดำเนินงานเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและการรักษาพยาบาลอย่างแท้จริง, คณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขระดับจังหวัด ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบติดตาม ประเมินผลการให้บริการของโรงพยาบาลในพื้นที่ จะต้องทำหน้าที่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะอนุกรรมการที่มาจากภาคประชาชน และต้องทำงานเชื่อมประสานกับคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นระดับจังหวัด (มาตรา 41) เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพบริการโรงพยาบาล

ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน, หน่วยรับเรื่องอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียนตามมาตรา 50(5) พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ 4 จังหวัด ร้อยแก่นสารสินธุ์ พร้อมยืนยันบทบาทของภาคประชาชนในการร่วมสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ลดความขัดแย้งระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และโรงพยาบาล เร่งสร้างระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว ที่เท่าเทียม ทั่วถึง และได้มาตรฐาน

ทางกลุ่มยืนยันที่จะให้รัฐบาลและกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของรัฐ ทั้ง 3 กองทุน คือ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ รวมเป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้เกิดการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพอย่างเหมาะสมเพื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และกฎหมายที่ประชาชนได้ร่วมสร้างมาตั้งแต่ต้น





คมกฤช  พวงศรีเคน  ข่าว/ภาพ
กมลพร  คำนึง  บก.ข่าว
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด
043-527117,086-2200865

ร้อยเอ็ด ออกให้บริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. แ ละจังหวัดเคลื่อนที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขบำรุงสุขให้แก่ประชาชน ครั้งที่ 14 ประจำปี 2556

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ 22 ส.ค.2556  นายธัชชัย สีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้เป็นประธานเปิดงานจังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. เพื่อออกให้บริการบำบัดทุกข์บำรุงสุขบำรุงสุขให้แก่ประชาชนที่อยู่ห่างไกล ในถิ่นทุรกันดารด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค  ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ได้พระราชทานพระอนุญาตให้จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นจังหวัด แพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทร์ บรมราชชนนี (ลำดับที่ 53) ได้ออก ให้บริการ ครั้งที่ 14  ประจำปี 2556  ที่ วัดราษฎร์สามัคคี บ้านมะยาง ต.เมืองน้อย อ.ธวัธบุรี จ.ร้อยเอ็ด โดยมีส่วนราชการในจังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ นำข้าราชการเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องออกบริการประชาชนในพื้นที่ ประกอบด้วย การมอบจักยานแก่นักเรียน จำนวน 5 คัน ถุงยังชีพแก่ผู้สูงอายุ จำนวน 30 ถุง  มอบชุดนักเรียนแก่เด็กนักเรียน การตรวจรักษาโรคทั่วไป การบริการด้านทันตกรรม   การบริการด้านจักษุแพทย์   การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การจัดทำทะเบียนราษฎร์   การทำบัตรประจำตัวประชาชน การจำหน่ายสินค้าราคาโรงงานจากส่วนสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด  เครื่องอุปโภค-บริโภค ราคาถูก จากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด การให้คำแนะนำด้านอาชีพ โดยส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน และบริการอื่นๆ ซึ่งมีประชาชน – เยาวชน เข้ารับบริการจำนวนมาก

บ้านมะยาง หมู่ 4 อยู่ห่างจากอำเภอธวัชบุรี 14 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัด 24 กิโลเมตร มี 77 หลังคาเรือน ประชากร 428 คน มีโรงเรียน 1 แห่ง วัด 1 แห่ง และอยู่ห่างจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพของตำบล 4 กิโลเมตร ด้วยความตระหนักในปัญหาดังกล่าวอำเภอธวัชบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรณรงค์ควบคุมโรค โดยจัดกิจกรรมให้ความรู้ผู้นำชุมชน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล อสม.และประชาชนอย่างต่อเนื่อง




คมกฤช  พวงศรีเคน  ข่าว/ ภาพ
กมลพร  คำนึง  บก.ข่าว
สำนักงานประชาสำพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด
043-527117 ,086-2200865

สพม.19 เตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

นายไพโรจน์ พรมสอน รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 เป็นประธานเปิดการประชุมอบรมการเตรียมความพร้อมของโรงเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 เลย-หนองบัวลำภู กว่า 200 คน ณ หอประชุมโรงเรียนเลยอนุกูลวิทยา จังหวัดเลย นายสงวนวุฒิชัย ภาโนชิต ผู้อำนวยการโรงเรียนเลยอนุกูลวิทยา ประธานศูนย์พัฒนาอาเซียนศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 19 กล่าว่า จากการที่ศูนย์พัฒนาอาเซียนศึกษาได้เล็งเห็นว่าการเตรียมความพร้อมของโรงเรียนและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตลอดจนการปรับตัวของโรงเรียน ครู และนักเรียนให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ จึงจัดการอบรมขึ้น ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้างหลักสูตรนโยบายของรัฐบาล โดยมีรองผู้อำนวยการ ครูหัวหน้ากลุ่มสาระสังคมศึกษา ภาษาต่างประกาศ วิทยาศาสตร์การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี และครูผู้สนใจ โรงเรียนละ 5 คนรวมกว่า 200 คน ได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัท สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ มอบให้อาจารย์ เอกรินทร์ สี่มหาศาล ผู้ชำนาญการทางด้านอาเซียน มาเป็นวิทยากรและยังได้รับความอนุเคราะห์เอกสารประกอบการอบรมอีกด้วย ด้านนางสาวหทัยชนก วังวร (น้องไข่มุก) และนางสาวกิติมา พาดางาม (น้องบิว) นักเรียนชั้น ม.6/1 บอกว่าดีใจที่ครั้งนี้เป็นโอกาสของเพื่อน ๆ ในห้อง ม.6/1 ได้มาจัดบูธนิทรรศการอาเซียน ซึ่งครูจะหมุนเวียนให้แต่ละระดับชั้น และห้องต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรม และวันนี้ได้อยู่ประจำบูธประเทศอินโดนีเซีย ได้แต่งกายประจำชาติได้ความรู้และนำเสนอเกี่ยวกับประเทศอินโดนีเซีย

สพม.19 พัฒนาศักยภาพเครือข่ายโรงเรียนในสังกัด

นายสมเจษฎ์ ศรีสมจักร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 เป็นประธาน เปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายประชาสัมพันธ์โรงเรียนในสังกัด จังหวัดเลย-หนองบัวลำภู โดยมุ่งหวังให้ผลงานครู นักเรียนได้เป็นที่รู้จักต่อสาธารณชน และเป็นการกระตุ้นให้โรงเรียนเร่งพัฒนาผลงานการศึกษาสู่ความเป็นเลิศไปพร้อม ๆ กัน นายกฤตภาส ดวงไพชุม หัวหน้ากลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สพม.19 เปิดเผยว่า การเผยแพร่ข่าวสารของโรงเรียน ผลงานของครู และนักเรียนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครองนักเรียน ชุมชน และบุคคลต่าง ๆ ทุกฝ่าย กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กลุ่มอำนวยการ สพม.19 จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายประชาสัมพันธ์โรงเรียน และกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ ตามโครงการแผนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ สพม.19 ประจำปี 2556 เพื่อพัฒนาศักยภาพครูผู้รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์โรงเรียน ผู้แทนจากทุกกลุ่มงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 ครูผู้รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนอื่น ซึ่งเป็นเครือข่ายประชาสัมพันธ์ รวมทั้งนักประชาสัมพันธ์จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 เขต 2 เขต 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 เขต 2 รวมผู้เข้าการอบรมทั้งหมดจำนวน 130 คน การอบรมได้กำหนดให้มีการบรรยายและการฝึกปฏิบัติการหลักสูตรเข้มข้น จากผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ดร.ประสงค์ เอี่ยมเวียง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 19 บรรยายพิเศษในหัวข้อ "อะไร ทำไมต้องประชาสัมพันธ์โรงเรียน” นายฉัตรเฉลิม หัตถกรรม ประชาสัมพันธ์จังหวัดเลย บรรยายพิเศษในหัวข้อ"รู้ลึกเรื่องหลักการประชาสัมพันธ์” ผู้แทนสื่อมวลชนจากจังหวัดเลยและจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นวิทยากรบรรยายและฝึกปฏิบัติการเรื่อง "การถ่ายภาพ การเขียนข่าว การส่งข่าวเพื่อการประชาสัมพันธ์” นายอนุชา ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนธาตุพิทยาคม และนายหัสสา ดอนหงษา ผู้อำนวยการโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติพระศรีนครินทร์ หนองบัวลำภู เป็นวิทยากรบรรยายและฝึกปฏิบัติการเรื่อง "พิธีกร พิธีการอย่างมืออาชีพ” และกลุ่มงานประชาสัมพันธ์ พร้อมด้วยกลุ่มงานเทคโนโลยีทางการศึกษา บรรยายและฝึกปฏิบัติ ให้ความรู้เรื่อง "กลยุทธ์สร้างสรรค์งานประชาสัมพันธ์ ให้ประสบความสำเร็จ”

มรภ.เลย อบรมเชิงปฏิบัติการภาษาและวัฒนธรรมประเทศเพื่อนบ้าน

ผศ.ดร.เชาว์ อินใย รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร เป็นประธานพิธีเปิดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการรับรู้ภาษาและวัฒนธรรมประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาภายในจังหวัดเลยและจังหวัดใกล้เคียง ณ ห้องประชุมสัมมนา ชั้น 2 ศูนย์คอมพิวเตอร์และ ศูนย์ภาษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ในปี 2558 จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มตัว ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยเฉพาะบทบาททางด้านศึกษา ถือเป็นบทบาทสำคัญที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มี ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเลย พื้นที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน และที่ผ่านมามหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ทำหน้าที่ในการจัดการศึกษาให้บัณฑิตเป็นที่ต้องการ และมีความสอดคล้องกับท้องถิ่น เมื่อมีการเข้าร่วมกลุ่มประเทศอาเซียน จำเป็นที่มหาวิทยาลัยต้องตระหนักถึงการเป็นสร้างความเข้าใจและให้ความรู้เกี่ยวกับกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งทางด้านภาษา และวัฒนธรรม โดยเฉพาะในการใช้ภาษา เพื่อการสื่อสารที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันและอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ

ดร.พงษ์เทพ บุญเรือง รองผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า การจัดการอบรบเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักและการรับรู้ภาษาและวัฒนธรรม ความเข้าใจอันดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการสร้างมุมมองและทัศนคติที่ดี โดยวิทยากรจากประเทศเจ้าของภาษาโดยตรง มีภาษาลาว ภาษาเวียดนาม และภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งได้มีการทดสอบและแข่งขัน เพื่อฝึกทักษะการฟังและการสนทนา สรุปใจความสำคัญจากการอบรม นักเรียนได้ฝึกการทำงานเป็นทีมและยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องน่ายินดีที่โรงเรียนมัธยมทั้งในจังหวัดเลยและจังหวัดใกล้เคียง ให้ความสนใจส่งนักเรียนเข้ารวมอบรม 25 โรงเรียน โรงเรียนละ 5 คน และหลังการอบรมจัดให้มีการแข่งขันตอบคำถามที่ได้รับฟังจากการบรรยาย 

องคมนตรี ฝากถึง เจ้าหน้าที่รัฐ ช่วยดูแลรักษาป่าไม้ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 ส.ค.56 นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ และมอบนโยบายให้กับข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ป่าไม้ และธรรมชาติ โดยมีนายประทีป กีรติเรขา ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย นายสวัสดิ์ สมสะอาด ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้การต้อนรับ พร้อมกล่าวรายงานถึงการดำเนินงานโครงการ และปัญหาการตัดไม้ ในพื้นที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ นายอำพล กล่าวว่า ตนขอฝากถึงเจ้าหน้าที่ ในส่วนที่รับผิดชอบเรื่องการดูแลป่า ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย –กัมพูชา เขตอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะการสร้างจิตสำนึก ในการที่ให้ประชาชน สามารถร่วมอยู่กับป่า และธรรมชาติ ให้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากไม่มีการปลูกฝังในเรื่องนี้ การทำลายธรรมชาติ ก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในจุดนี้เป็นความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ ที่จะต้องแก้ไขปัญหาเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิน น้ำ และเรื่องของการอยู่อาศัย ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา บริเวณอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ป่าทั้งหมด ประชาชนที่เข้ามาอยู่อาศัย จึงประสบกับปัญหา เรื่องของพื้นที่อยู่อาศัย และการทับซ้อนของพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐ ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาในจุดนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง เจ้าหน้าที่ กับ ประชาชน มากยิ่งขึ้น ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ องคมนตรี ได้มอบนโยบาย ให้กับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เสร็จสิ้น ได้เดินทางไปเยี่ยมชมงานด้านการพัฒนาป่าไม้ เห็ดระโงกเหลืองในไม้วงศ์ยางและมันป่าในระบบเกษตร และ เยี่ยมชมแปลงเกษตรกร ผู้ประสบความสำเร็จจากการปลูกมะนาวนอกฤดู ที่บ้านสนามสามัคคี อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ

อ่างเก็บน้ำห้วยสะโตนแก้ปัญหาภัยแล้งอำเภอตาพระยา

เมื่อเวลา 10.00 น.ของวันนี้ที่หอประชุมอำเภอตาพระยา จ.สระแก้ว นายวรศักดิ์ ศิริภาพ ผู้อำนวยการโครงการชลประธานจังหวัดสระแก้ว โดยมีนายยุทธนา นุชนารถ นายอำเภอตาพระยา นำกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น พ่อค้าประชาชนประมาณ 500 คน เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นขาดแคลนน้ำในพื้นที่อำเภอตาพระยา โดยเฉพาะตำบลทัพราช ทัพเสด็จ ทัพไทย ตำบลตาพระยา หลังทั้งสองโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสะโตนซึ่งถูกระงับไว้ตั้งแต่ปี 2548 เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติตาพระยาซึ่งถูกจัดให้เป็นพื้นที่มรดกโลก

นายยุทธนา นุชนารถ นายอำเภอตาพระยา กล่าวว่า อำเภอตาพระยา มีพื้นที่ 883 ตารางกิโลเมตร มีประชากรทั้งสิ้น 51,186 คน ชาย 25,726 คน เป็นหญิง 25,465 คน มีครัวเรือนทั้งสิ้น 13,045 หลังคาเรือน มีพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 233,326 ไร่ ประชากรประกอบอาชีพเกษตรกรรม6,604 ครัวเรือน พืชเศรษฐกิจหลักเป็นข้าวนาปีและนาปรัง 181,373 ไร่ คิดเป็น 78 % ปลูกมันสำปะหลัง 37,732 ไร่ ในปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ยต่อคน 40,146 บาท ซึ่งอยู่ในระดับยากจน เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพต่ำ

นายโกเมล เพชรโกมล กำนันตำบลทัพราช อ.ตาพระยา กล่าวว่า เนื่องจากพื้นที่แล้งชำซากของอำเภอตาพระยาเป็นแบบนี้ทุกหน้าฤดูกาลทำนาฝนก็เริ่มทิ้งช่วงแล้ว จากนั้นข้าวที่หว่านไว้เริ่มเฉลาเริ่มจะตายฝนก็ตกลงน้ำก็ท่วมมาช้ำเติมอีก ที่ผ่านมาก็ทำแบบนี้รอจากน้ำธรรมชาติอย่างเดียว เนื่องจากพื้นที่เราไม่มีที่กักเก็บน้ำเพื่อทำการเกษตร สำหรับนายอำเภอคนใหม่นี้ก็สนใจเรื่องแหล่งน้ำทำการเกษตรได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยว โครงการผันน้ำจากห้วยพระปรงลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยยางนั้น ทางชลประทานได้ศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จึงสรุปได้ว่าเป็นโครงการที่เหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุน ขณะที่อุทยานแห่งชาติตาพระยา ได้อนุญาตให้ใช้พื้นที่บางส่วนแล้วและศึกษาโครงการลำพระสะโตน หลังจากในปี 2548 อุทยานแห่งชาติตาพระยา ได้ถูกประกาศเป็นมรดกโลก ทำให้โครงการสร้างเขื่อนดังกล่าวต้องถูกยกเลิกไป ซึ่งปัจจุบันอ่างเก็บน้ำห้วยยาง มีความจุ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีน้ำเพียง 20-35 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เนื่องจากอำเภอตาพระยาเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกน้อยเพียง 900-1,100 มิลลิเมตรเท่านั้น ที่มาวันนี้เพื่ออยากได้เขื่อนลำสะโตน

นายพรพงศ์ เสาวพล นายก อบต.ทัพราช อ.ตาพระยา กล่าวว่า "โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสะโตนจะเป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ก่อนไหลลงสู่ประเทศกัมพูชาทั้งหมด ซึ่งอ่างดังกล่าวจะสามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 22 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำให้ชาวบ้านได้เพาะปลูก 8,000 ไร่ในฤดูฝน และ 4,700 ไร่ในฤดูแล้ง โดยจะใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 900 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 4 ปี ส่วนการออกแบบนั้นแล้วเสร็จ 100% อย่างไรก็ดีจะต้องมีการผลักดันโครงการต่อไป เนื่องจากหากไม่ดำเนินการใดๆ อำเภอตาพระยา ที่ปกติมีฝนตกน้อยอยู่แล้วก็จะต้องประสบกับความแห้งแล้งซ้ำซากต่อไป

จังหวัดสระแก้ว ประกวดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ ประจำปี 2556

(21 ส.ค. 56) จังหวัดสระแก้ว โดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระแก้ว จัดกิจกรรมประกวดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ประจำปี 2556  มีคณะกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน โดยมีสถานศึกษาและชุมชนหลายแห่งในจังหวัดสระแก้วส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 30 ผลงาน  ณ ห้องประชุมศูนย์ฝึกและพัฒนา อาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนส ระแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยนายวินัย  วิทยานุกูล  รองผู้ว่าราชการังหวัดสระแก้ว เป็นประธานในพิธีเปิดโรงการพร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการผลงาน ทั้งนี้ นายพุฒิพงศ์  สุรพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า โครงการนี้กรมส่งเสริมคุณภาพและสิ่งแวดล้อม ได้สนับสนุนให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในแต่ละจังหวัดขึ้น เพื่อเป็นการมุ่งเน้นให้เยาวชนได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ รู้จักนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด

สำหรับการประกวดสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ แบ่งการประกวดออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ การประกวดประเภทสิ่งประดิษฐ์จากของใช้ภายในบ้านจากวัสดุเหลือใช้ ในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา (ปวช.) ระดับอาชีวศึกษา (ปวส.)/อุดมศึกษาการประกวดประเภทเครื่องแต่งกายจากวัสดุเหลือใช้ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน/นักศึกษา/ประชาชนทั่วไป และการประกวดสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้สู้ภัยพิบัติ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน/นักศึกษา/ประชาชนทั่วไป

ผลการตัดสินการประกวดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเห ลือใช้ ดังนี้

1.ประเภทเครื่องแต่งกาย จากวัสดุเหลือใช้ ส่ง 10 ผลงาน รวมทุกระดับ
ชนะเลิศที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองปรือ ชื่อผลงาน สรรค์สร้างสาด ดุจดวงเดือน รองชนะเลิศ อันดับ 1 โรงเรียนบ้านพระเพลิง ชื่อผลงาน ผีเสื้อราตรีผ้าฝ้ายรีไซเคิ ล รองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนวังน้ำเย็น ชื่อผลงาน ควีน อฟฟ เดอร์มูน

2.ประเภทสิ่งประดิษฐ์ของใช้ ภายในบ้านจากวัสดุเหลือใช้
ระดับประถมศึกษา ส่ง 6 ผลงาน
ชนะเลิศที่ 1 โรงเรียนบ้านใหม่ศรีจำปา ชื่อผลงาน จักรยานมหัศจรรย์ 3 in 1 รองชนะเลิศ อันดับ 1 โรงเรียนบ้านทุ่งพลวง ชื่อผลงาน โคมไฟบ้านนกน่ารักรองชนะเลิ ศอันดับ 2 โรงเรียนบ้านหนองปรือ ชื่อผลงาน เนรมิตของเหลือใช้ด้วยกะลา
ระดับมัธยมศึกษา -ปวช ส่ง 12 ผลงาน
ชนะเลิศที่ 1 โรงเรียนวังน้ำเย็น ชื่อผลงาน paper rebon
รองชนะเลิศ อันดับ 1 โรงเรียนบ้านหนองเรือ ชื่อผลงาน กระเป๋ากะลามะพร้าว รองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนบ้านทับหลวง ชื่อผลงาน มหัศจรรย์มันสำปะหลัง
ระดับอุดมศึกษา - ปวส ส่ง 1 ผลงาน
ชนะเลิศที่ 1 ไม่มี รองชนะเลิศ อันดับ 1 โรงเรียนไฮเทค-เทคโนโลยี ชื่อผลงาน ชุดรับแขกจากวัสดุเหลือใช้

3.ประเภทสิงประดิษฐ์จากวัสด ุเหลือใช้สู้ภัยพิบัติ รวมระดับ ทุกระดับ ส่ง 1 ผลงาน ชนะเลิศ อันดับ 1 ตาพระยา ชื่อผลงาน จักรยานสะเทินน้ำสะเทินบก

ทั้งนี้เพื่อคัดเลือกผลงานที่ชนะเลิศในระดับจังหวัดเข้าชิงชนะเลิศในระดับประเทศ เพื่อชิงถ้วยพระราชทานพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร




ดุลยศักดิ์/ข่าว/ภาพ

จังหวัดอุดรธานี จัดคอนเสิร์ต บทเพลงแห่งแผ่นดิน ครั้งที่ 7เพื่อร่วมสำนึกในพระเกียรติคุณผู้ทรงเป็นอัครศิลปินที่มีพระอัจฉริยภาพอันล้ำเลิศทางด้านการดนตรี และเป็นการเริ่มต้นฉลองจังหวัดอุดรธานี 121 ปี

จังหวัดอุดรธานี เทศบาลนครอุดรธานี ร่วมกับ มูลนิธิหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จัดคอนเสิร์ต บทเพลงแห่งแผ่นดิน ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 3 - 5 ตุลาคม 2556

นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า จังหวัดอุดรธานี เทศบาลนครอุดรธานี ร่วมกับ มูลนิธิหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จะจัดคอนเสิร์ต บทเพลงของแผ่นดิน ครั้งที่ 7 ณ พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 3-5 ตุลาคม 2556 เพื่อร่วมสำนึกในพระเกียรติคุณผู้ทรงเป็นอัครศิลปินที่มีพระอัจฉริยภาพอันล้ำเลิศทางด้านการดนตรี และเป็นการเริ่มต้นฉลองจังหวัดอุดรธานี 121 ปี ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการงานบทเพลงแห่งแผ่นดิน โครงการ "อัครดุริยะศิลปินราชสดุดี 84 พรรษา” ประกอบด้วยการแสดงคอนเสิร์ตเพลงพระราชนิพนธ์จากศิลปินและนักดนตรีชื่อดัง บรรเลงโดยวงเฉลิมราชย์ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติเกี่ยวกับเพลงพระราชนิพนธ์ เครื่องดนตรีและสิ่งของอันทรงคุณค่าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งหาชมได้ยาก พร้อมด้วยศิลปินรับเชิญพิเศษ รุ่ง สุริยา สมบัติ สิมหล้า และวิทย์ เอเอฟ 1 ที่มาร่วมสร้างสีสันและความประทับใจให้แก่ผู้ชมตลอดการแสดง พร้อมไฮไลท์ที่สำคัญ คือการแสดงน้ำพุดนตรีประกอบแสงสีเสียงพร้อมเทคนิค และการประกวดร้องเพลงแห่งแผ่นดินชิงทุนการศึกษา 5,000 บาท

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า นิทรรศการจัดตลอดทั้งวัน ที่สำคัญในการจัดนิทรรศครั้งนี้ทางมูลนิธิหอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้นำแซกโซโฟน ที่พระบาทสมเด็จพะเจ้าอยู่หัว ทรงเป่าในการร่วมกับวงดนตรีส่วนพระองค์ มาจัดแสดงในนิทรรศการด้วย สำหรับการแสดงคอนเสิร์ตจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 ตุลาคม 2556 เวลา 18.00-21.00 น. 3 รอบการแสดงเท่านั้น ผู้สนใจชมการแสดงและนิทรรศการเข้าชมฟรีตลอดงาน อนึ่งเยาวชนอายุระหว่าง 12-25 ปี สมารถสมัครเข้าประกวดร้องเพลงแห่งแผ่นดินได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณรวิอร(ผู้ช่วยฝ่ายประชาสัมพันธ์) โทร. 09 2514 8158 หรือที่ www.facebook.com/kingrama9song




พัฒนเดช ยศกรกุล ข่าว / ส.ปชส.อุดรธานี

กรมป่าไม้ จัดสัมมนาเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและพื้นที่เฉพาะกรมป่าไม้

อุบลราชธานี : เพื่อเพิ่มความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติงานและสนองพระราชดำริให้ถูกต้อง สอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกันอีกทั้งให้แลกเปลี่ยน ความรู้ ประสบการณ์ในการทำงานและติดตามความก้าวหน้าและรับทราบปัญหา อุปสรรคในการทำงาน โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจการพิเศษ ๑๑๐ คนเข้าร่วมสัมมนา ที่โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล อุบลราชธานี

เช้าวันที่ 22 ส.ค.56  นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนาเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและพื้นที่เฉพาะกรมป่าไม้ ประจำปี ๒๕๕๖ ที่โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อุบลราชธานี โดยนายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวต้อนรับและนายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวรายงานถึงการจัดสัมมนาในครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติงานและสนองพระราชดำริให้ถูกต้อง สอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน อีกทั้งให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่โครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ จำนวน ๑๑๐ คน ที่เข้าร่วมการสัมมนา ได้แลกเปลี่ยน ความรู้ ประสบการณ์ในการทำงานและเพื่อติดตามความก้าวหน้าและรับทราบปัญหา อุปสรรคในการทำงาน ทั้งนี้เนื่องจาก กรมป่าไม้ เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ได้ดำเนินงานสนองแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกพระองค์ ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ มาโดยตลอด เพื่อแก้ปัญหาทรัพยากรป่าไม้ โดยยึดหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น การคิดในเชิงองค์รวม เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน การแก้ไขปัญหาจากจุดเล็กไปหาจุดใหญ่ เพื่อให้การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมป่าไม้ เป็นไปในทิศทางอันเดียวกัน จึงได้จัดสัมมนาในหัวข้อเรื่อง แนวทางในการปฏิบัติงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอย่างมีประสิทธิภาพ ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ภายหลังเปิดการจัดสัมมนา นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี ได้บรรยายพิเศษในเรื่อง หน้าที่ของข้าราชการตามรอยเบื้องพระยุคลบาท และยังมีการบรรยายโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ในหัวข้อเรื่อง แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , การขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, การพัฒนางานประจำด้วยการวิจัย R2R อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน, ประสบการณ์ในการทำงานด้านป่าไม้ให้มีประสิทธิภาพ,การนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ในงานป่าไม้, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีกับการพัฒนางานด้านป้าไม้และหลักการวิทยากรกระบวนการเพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติงานร่วมกับชุมชน นอกจากนี้ผู้ร่วมสัมมนายังเดินทางไปศึกษาดูงานโครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์จังหวัดศรีสะเกษและที่โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดยโสธร อีกด้วย ซึ่งภายหลังการสัมมนาจะสามารถสร้างประโยชน์ สนองพระราชดำริและก่อให้เกิดความร่วมมือในการสนับสนุนงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและที่สำคัญคือการได้ช่วยเหลือราษฎรให้พ้นจากความทุกข์ยาก มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดไป ซึ่งการสัมมนาจัดระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ ที่โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อุบลราชธานี




พงษ์สถิตย์ อรอินทร์ ส.ปชส.อุบลราชธานี
๐๘๑ – ๙๒๔ ๘๖๐๙ /ข่าว/ ๒๒ ส.ค.๕๖

ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 14 ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ตรวจเน้นหนักเรื่องปัญหายาเสพติดและ AEC

ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 14 ตรวจความคืบหน้าการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต เน้นหนักการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ ตลอดจนความพร้อมและศักยภาพจังหวัดในการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน

วันที่ 22 ส.ค. 56  ที่ห้องประชุมจอมสุรินทร์ ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ นายจิรายุ นันท์ธราธร ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 14 ได้เดินทาง มาตรวจราชการตามแผนการปฏิบัติราชการแบบบูรณาการ ตามนโยบายพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต ทั้งด้านปัญหายาเสพติดและนโยบายการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558 ของจังหวัดสุรินทร์ โดยมี นายยุทธนา วิริยะกิตติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นำหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงต่าง ๆ เสนอข้อมูลและรายงานความคืบหน้าของการดำเนินงานในแต่และส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนจังหวัดสุรินทร์ ได้เน้นย้ำถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามปัญหายาเสพติด ตลอดจน ผลการการปฏิบัติงานในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง อันจะส่งผลต่อประสิทธิภาพของการป้องกันและปราบปราม

ทั้งนี้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 14 ได้มอบนโยบายให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม จะมีแผนงานด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด ความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการเตรียมความพร้อมของประชาชนโดยผ่านการประชาสัมพันธ์และกระตุ้นจากทุกภาคส่วน ในการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 ที่จะถึงนี้

จากนั้น เวลา 13.15 น. ทางผู้ตรวจฯและคณะ ได้เดินทางไปยังโรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมืองสุรินทร์ เพื่อรับทราบการดำเนินโครงการอันเกี่ยวเนื่องในโครงการด้านปัญหายาเสพติด ของโรงเรียนที่จะสามารถถ่ายทอดและสร้างต้นแบบให้กับโรงเรียนต่างๆ นำไปปรับใช้กับนักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ต่อไปด้วย

เพื่อพัฒนาจังหวัดสุรินทร์ในฐานะเป็นเมืองชายแดน มีอาณาเขตติดกับประเทศกัมพูชาให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในขณะนี้จะต้องเน้นด้านการประชาสัมพันธ์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้มากได้ประสิทธิผลที่สุด และเร่งดำเนินงานเตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชนทุกคน สู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558 นี้ด้วย




ส.ปชส.สุรินทร์  กำชัย  วันสุข / ข่าว
อนุชา  หาญนึก / ภาพ

สุรินทร์มอบบ้านตามโครงการ บ้านอยูสุข 80 พรรษาบรมราชินีนาถ

จังหวัดสุรินทร์มอบบ้านตามโครงการ บ้านอยูสุข 80 พรรษาบรมราชินีนาถ ให้กับผู้ยากไร้ และด้อยโอกาส

วันที่ 22 ส.ค. 2556   นายสุริยะ ร่วมพัฒนา รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีมอบบ้านตามโครงการ บ้านอยูสุข 80 พรรษาบรมราชินีนาถ 80 ปี ยูนิลีเวอร์ ให้กับนางสุมณฑา แก้วประเสริฐ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 148 หมู่ที่ 8 บ้านยางบ่อภิรมย์ ต. นาหนองไผ่ อ.ชุมพลบุรี จ. สุรินทร์ ซึ่งเป็นผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ไม่มีบ้านพักอาศัยที่แข็งแรง และเป็นผู้ที่ประพฤติดีที่ผ่านการคัดเลือกของประชาคมหมู่บ้าน และจังหวัดสุรินทร์ให้ได้รับบ้านตามโครงการดังกล่าว ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการสร้างจาก บริษัทยูนิลีเวอร์ ในประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพรมหากรุณาธิคุณ ตลอดถึงการแสดงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะสร้างบ้านให้กับผู้ยากไร้และด้อยโอกาส และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติต่างๆในพื้นที่ทุกภูมิภาค 30 จังหวัดจำนวนทั้งสิ้น 80 หลังหลังละ 2 แสนบาท โดยจังหวัดสุรินทร์ได้รับการคัดเลือกเพื่อสร้างบ้านให้กับผู้ยากไร้ตามโครงการดังกล่าวจำนวน 2 หลังคือมอบให้กับ นางสุมณฑา แก้วประเสริฐ บ้านยางบ่อภิรมย์ ต. นาหนองไผ่ อ.ชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ และนางหมั้น พลโททอง อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 47 ม. 8 บ้านหนองไม้งาม ต. โนน อ. โนนนารายณ์ จ. สุรินทร์




ประนนท์ ไม้หอม / ส.ปชส.สุรินทร์ /รายงาน

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เขื่อนลำปาว เตรียมปล่อยน้ำฤดูฝน ปี 2556 วันที่ 26 สิงหาคม – 15 พฤศจิกายน 2556

นายปิยปัญญา ภู่ขวัญเมือง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลำปาว ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2556 มีปริมาณน้ำ 640 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 32% มีปริมาณน้ำใช้การได้ 540 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 27% ซึ่งเพียงพอสำหรับการส่งน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูฝน 2556 และมติที่ประชุมคณะกรรมการจัดการชลประทาน (Joint Management Committee For Irrigation : JMC) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2556 เห็นสมควรให้ส่งน้ำฤดูฝนปี 2556 โดยเป็นการส่งน้ำเสริมฝน ดังนั้น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จึงขอประกาศแจ้งให้กับเกษตรกรชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับทราบว่าจะมีการส่งน้ำฤดูฝนปี 2556 เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2556 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 และขอให้เกษตรกรโปรดใช้น้ำอย่างประหยัด พร้อมขอให้ติดตามข่าวสาร ฝน ฟ้า อากาศ และสถานการณ์น้ำของอ่างเก็บน้ำลำปาวจาก www.lampao.com ติดต่อฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โทรศัพท์ 043-840219 เพื่อประเมินและวางแผนในการใช้น้ำเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูฝนปี 2556 ต่อไป



ดวงใจ หงษ์จันทร์/ข่าว

มทร.กาฬสินธุ์ เร่งพัฒนานักศึกษาต้นแบบกับการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมภูมิภาคลุ่มน้ำโขงรองรับ AEC

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ จัดโครงการพัฒนานักศึกษาต้นแบบกับการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้านภาษา อาหารและการแต่งกายของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

วันนี้ (22 ส.ค. 56) ผศ.วัชรินทร์ สราวิช หัวหน้างานวิจัยและพัฒนา รักษาราชการแทน รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตกาฬสินธุ์ เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนานักศึกษาต้นแบบกับการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้านภาษา อาหาร และการแต่งกายของเวียดนาม ที่ห้องประชุมพิกุลทอง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ เพื่อให้นักศึกษาต้นแบบได้เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวเวียดนามได้อย่างถ่องแท้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ การเตรียมพร้อมด้านการใช้ภาษาในการสื่อสารเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี พ.ศ.2558 ด้วย โดยมีนักศึกษามหาวิทยลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ จำนวน 200 คน เข้าร่วมโครงการ มี อาจารย์ เลือง หว่าง อี้ อาจารย์ผู้สอนภาษาเวียดนาม โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์
ผศ.วีรยุทธ จี้เพชร หัวหน้าฝ่ายพัฒนาทักษะวินัยและประสบการณ์นักศึกษา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการสืบสาน อนุรักษ์ เผยแพร่ผลงานด้านศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เกิดการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศทั้งด้านภาษา อาหาร และการแต่งกาย รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี พ.ศ.2558 และประเทศไทยก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม ดังนั้นการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงและเพิ่มความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ที่สำคัญภาษาที่ใช้สื่อสารเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน




ดวงใจ หงษ์จันทร์ รายงาน

จังหวัดขอนแก่นส่งเสริมโครงการส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกตามแนวพระราชดำริพื้นที่อำเภอซำสูง

ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นส่งเสริมโครงการปลูกหญ้าแฝกตามแนวพระราชดำริ ปี 2556

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเดินทางไปเป็นประธานเปิดโครงการอำเภอเกษตรพัฒนา วันรณรงค์อนุรักษ์ดินและน้ำด้วยหญ้าแฝกตามแนวพระราชดำริ ปี 2556 ณ บริเวณฝายกันน้ำ บ้านหม้อ ตำบลคูคำ อำเภอซำสูง โดยอำเภอซำสูง สำนักงานเกษตรอำเภอซำสูง สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดขอนแก่น สปก.ขอนแก่น และ อบ.คูคำ โดยมีนายพิพัฒน์ คันธา นายอำเภอซำสูงกล่าวรายงานถึงโครงการฯ และร่วมปลูกหญ้าแฝกกับนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชน นักเรียน ผู้ร่วมงานจำนวนมาก ซึ่งการปลูกหญ้าแฝกเพื่อเป็นการรักษาความชุ่มชื้นของดินสำหรับปลูกไม้ผล นิยมปลูกพื้นที่มีความลาดชันป้องกันดินถูกน้ำกำเซาะพังทลายเสียหาย งานนี้สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดขอนแก่นสนับสนุนพันธุ์หญ้าแฝก




ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี ส.ปชส.ขอนแก่น

ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นสาธิตการผสมปุ๋ยสั่งตัดที่ อำเภอซำสูง

โครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดสำหรับข้าว

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดสำหรับข้าว ภายใต้โครงการอำเภอพัฒนา จังหวัดขอนแก่น ปี 2556 ณ บริเวณบ้านโนน ตำบลบ้านโนน อำเภอซำสูง ดำเนินการโดย นายสงกรานต์ ภักดีคง เกษตรจังหวัดขอนแก่น รายงานว่าสำนักงานเกษตรจังหวัดขอนแก่น สำนักงานเกษตรอำเภอซำสูง สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด มูลนิธิพลังเวศและชุมชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อบต.บ้านโนน และตำบลคูคำ โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานจังหวัดขอนแก่น ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเปิดโครงการและลงมือสาธิตการผสมปุ๋ยโดยใ้ช้เครื่องผสมปุ๋ยแบบมือหมุน ที่มีส่วนผสมแม่ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต แม่ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ และแม่ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งมีชาวบ้านตำบลบ้านโนนและตำบลคูคำ ให้ความสนใจร่วมงานเป็นจำนวนมาก การสาธิต การทำปุ๋ยสั่งตัดช่วยลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้แม่ปุ๋ยผสมเองซึ่งไม่มีวัสดุตัวเติมที่เพิ่มต้นทุน ลดปัญหาโรคแมลงศัตรูพืช ได้ผลผลิตสูงแก้ปัญหาราคาปุ๋ยแพง ปุ๋ยไม่ถูกสูตร ใส่ปุ๋ยธาตุเอ็น-พี-เค-ที่พอดีกับความต้องการของพืช ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ทดลองผสมปุ๋ยเองด้วย




ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี
ส.ปชส.ขอนแก่น

สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 10 ตรวจสอบคุณภาพน้ำผิวดินพื้นที่ ลุ่มน้ำชีตอนบน 5 ลุ่มน้ำ

สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 10 ตรวจสอบคุณภาพน้ำแหล่งน้ำผิวดินพื้นที่จังหวัดขอนแก่นพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบน 5 จังหวัด

นายธวัปทุมพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 10 เปิดเผยว่า สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 10 ได้ทำการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบน 5 จังหวัด ประจำปี 2556 คือแม่น้ำเชิญ พรม ลำพะเนียง พอง ลำปาว ชี และแม่น้ำเสียว มาอย่างต่อเนื่องโดยได้ตรวจสอบครั้งที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นในวันที่ 24 พฤษภาคม 2556-7 มิถุนายน 2556 ผลการตรวจสอบปรากฏว่า แม่น้ำสายหลักคือแม่น้ำเชิญ ชี พอง ที่กรวดน้ำรวม 34 พื้นที่ พบว่าส่วนใหญ่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ร้อยละ 50 เสื่อมโทรมร้อยละ 41.7 เนื่องจากการตรวจพบปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำต่ำและปริมาณสารแอมโมเนียไนโตรเจนมีค่าสูง โดยผลตรวจแม่น้ำเชิญพบว่าเสื่อมโทรมร้อยละ 100 แม่น้ำชีพบคุณภาพน้ำพอใช้ร้อยละ 100 แต่พบว่ามีตะกอนมาก 3 แม่น้ำพอง พบว่าในตอนบนก่อนไหลลงสู่เขื่อนอุบลรัตน์ มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม ร้อยละ 100 โดยพบตะกอน ปริมาณฟอสฟอรัสปริมาณไนเตรทมีค่าสูง และพบปริมาณแบคทีเรียทั้งหมดในรูปโคลิฟอร์ม รวมทั้งฟีโคลิฟอร์มมีค่าสูง ส่วนแม่น้ำพองตอนล่างตั้งแต่ท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ลงไปส่วนใหญ่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 55.6 และเสื่อมโทรมร้อยละ 33.3 และ 4 ลำห้วยสาขาแม่น้ำพองตอนล่าง ส่วนใหญ่คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมร้อยละ 60 ผู้อำนวยการสิ่งแวดล้อมภาคที่ 10 กล่าวอีกว่าข้อเสนให้ทุกภาคส่วน ป้องกันและจัดการแก้ปัญหา จากพื้นที่เกษตรโดยเร่งลดการชะล้างตะกอนดิน ซึ่งมีไนโตเจน ฟอสฟอรัสลงสู่แม่น้ำเช่นปลูกพืชคลุมดิน ดูดซับสาร ลดการใช้สารเคมีอันตราย และจากแหล่งกำเนิดมลพิษด้วยการให้ผู้ประกอบการ จัดการบำบัดน้ำเสียของตนเองที่ดี นำไปใช้ประโยชน์ที่เหมาะสม ผู้ประกอบการดูดส้วม ไม่นำสิ่งปฏิกูลไปทิ้งหรือใส่เป็นปุ๋ยในไร่นา โดยไม่ถูกสุขลักษณะ และให้ท้องถิ่นสร้างระบบบำบัดที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น รวมทั้งจัดการขยะที่ถูกหลักเพื่อลดผลกระทบ




ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี
ส.ปชส.ขอนแก่น

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นบิน 4 วัน 7 เที่ยวมีปริมาณฝนตกขอนแก่นเล็กน้อย-ปานกลาง

นายชวลิต อินทรเศียร เกษตรและสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นเปิดเผยว่า ศูนย์ปฎิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดขอนแก่นรายงานผลปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเติมน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นระหว่างวันที่ 5-11 สิงหาคม 2556ในพื้นที่เป้าหมายจังหวัดขอนแก่น จำนวน 4 วัน 7 เที่ยวบิน 9.05 ชั่วโมง ผลการปฏิบัติการวันที่ 5 สิงหาคม 2556 มีฝนเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณอำเภอโนนศิลส อ.หนองสองห้อง อ.พระยืน อ.บ้านแฮด วันที่ 8 สิงหาคม 2556 มีฝนดล็กน้อย-ปานกลางพื้นที่อ.พล อ.หนองสองห้อง วันที่ 9-11 สิงหาคม 2556 มีฝนเล็กน้อย-ปานกลางพื้นที่อ.พล อ.แวงน้อย อ.บ้านแฮด อ.ชนบท อ.มัญจาคีรี อ.พระยืน อ.วำสูง อ.เขาสวนกวาง อ.บ้านฝาง อ.กระนวน อ.น้ำพอง อ.กระนวน อ.บ้านไผ่ อ.สีขมพู อ.ชุมแพ อ.อุบรัตน์ หนองนาคำและเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น



ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี ส.ปชส.ขอนแก่น

จังหวัดขอนแก่นพัฒนาสู่ AEC ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสู่การเป็นเมืองไมซ์ซิติ้แห่งที่ 5 ของไทย

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเปิดเผยว่า ว่า จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดที่อยู่ใจกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ของการรวมกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การเป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งการค้า การลงทุน การประชุม สัมมนา การบริหารราชการแผ่นดิน และการบริการ รวมทั้งการศึกษา การสาธารณสุขของภูมิภาค ทำให้เป็นจังหวัดที่มีนักลงทุนผู้ประกอบการจากต่างถิ่นให้ความสนใจเข้ามาดูลู่ทางในการประกอบธุรกิจต่างๆ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจที่จะเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และธุรกิจอื่นๆ ที่จะอาศัยความได้เปรียบจากการเปิดเสรีด้านต่างๆ มากขึ้น สิ่งสำคัญที่นักลงทุนรวมทั้งพวกเราทุกคนจะต้องเติมเต็มมากขึ้น ในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง ( CLMVT ) และจากประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในภูมิภาค สถานการณ์ปัจจุบันและทิศทางในอนาคต (From CLMVT to AEC : Current Situation and Future Prospects) นโยบายของประเทศเพื่อนบ้านในมุมมองของ AEC และพร้อมปรับตัวเข้าหากันอย่างราบรื่น อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนแก่ภูมิภาคและท้องถิ่น นับว่ามีความสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพวกเราทุกคนที่จะต้องเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงกับกระแส AEC ทั้งในด้านการค้าการลงทุน เป็นการรู้เขารู้เรามากขึ้น จากประเทศที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนของทุกท่านในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป กำหนดให้จังหวัดขอนแก่นเป็นศูนย์กลางของการจัดประชุมและนิทรรศการนานาชาติของภูมิภาค หรือขอนแก่นนครแห่ง MICE เป็นลำดับที่ 5 ของประเทศไทยต่อจากกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา เป็นแนวทางหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศไทย (Domestic MICE) แบบองค์รวม ที่เน้นภารกิจการพัฒนาไมซ์ซิตี้ใน 3 ด้าน คือ ด้านภารกิจเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านการจัดการองค์ความรู้และให้คำปรึกษา จังหวัดขอนแก่น มีศักยภาพและความพร้อมที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นไมซ์ซิตี้ใน่หลายด้าน ทั้งการเป็นเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และคมนาคมขนส่งที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังเป็นศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมในภูมิภาค ตามแนวนโยบายของรัฐบาลในโครงการ "การพัฒนาพื้นที่ยุทธศาสตร์ตามระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor หรือ EWEC) เชื่อมโยงระหว่าง 5 ประเทศ คือ จีน เวียดนาม ลาว ไทย และพม่า ทำให้ขอนแก่นมีสถานะเป็นประตูสู่อินโดจีน และจีนตอนใต้ ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และคมนาคมขนส่งภูมิภาคในอนาคต




ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี ส.ปชส.ขอนแก่น

ตำรวจทางหลวงจับแก็งค้าไม่ข้ามชาติได้ไม้พยุง 153 ท่อน

ผู้สื่อข่าว รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 22.30 น. คืนที่ผ่านมา (21 ส.ค.) อาสาสมัครกู้ภัยตำรวจทางหลวงขอนแก่น กำลังช่วยกันลำเลียงไม้พะยูงลงจากรถบรรทุก 10 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 70-1803 อุบลราชธานี หลังถูกตำรวจปราบปรามการโจรกรรมสินค้าทางน้ำ ร่วมกับตำรวจทางหลวงขอนแก่น สกัดจับได้ที่บริเวณสามแยกถนมิตรภาพตัดกับถนนกัลปพฤกษ์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น ภายหลังการตรวจสอบภายในรถคันดังกล่าว พบไม้พะยูงจำนวน 153 ท่อน มีปริมาตร 8 คิว มูลค่า 5 ล้านบาท นอกจากนี้ตำรวจชุดจับกุมยังจับผู้ต้องหาที่ขับรถบรรทุกคันดังกล่าวชื่อนายเตรียมศักดิ์ วารี อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 123 หมู่ 1 ตำบลมุกดาหาร อ.มุกดาหาร จ.มุกดาหาร และนายบุญเฮียง คำสีทา อายุ 48 ปี เป็นคนขับรถนำทาง ผู้ต้องหาทั้งสองรับสารภาพว่า ได้รับการติดต่อจากนายหน้าคนไทยให้เงินค่าจ้างจำนวน 30,000 บาท ในการขับรถบรรทุกสิบล้อ นำไม้พะยูงจำนวนดังกล่าว จากจังหวัดสระแก้วเพื่อไปส่งที่อำเภอบุ่งคล้า จ.บึงกาฬ




ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี
ส.ปชส.ขอนแก่น 

คณะอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานไหมสู่สากลฯประชุมเตรียมพร้อมด้านการประชาสัมพันธ์

นายวินัย สิทธิมณฑล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานเทศกาลไหมสู่สากล ปี 2556 เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการประชาสัมพันธ์งานไหม ปี 2556

นายสมพงษ์ ปัตตานี ประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น กล่าวรายงานว่างานเทศกาลไหมนานาชาติ ประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่นปี 2556 ยกระดับงานไหมสู่สากล ฝ่ายประชาสัมพันธ์ได้มีการประชุมปรึกษาหารือกับคณะอนุกรรมการในฝ่ายอย่างต่อเนื่องและได้สรุปเป็นแผนปฏิทินการประชาสัมพันธ์งานให้จังหวัดทราบแล้ว ทางททท.ได้ดำเนินการผลิตโปสเตอร์งานไหม ประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ จำนวน 1,000 แผ่น ในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์จังหวัดเน้นประชาสัมพันธ์ไหมมัดหมี่ผลิตภัณฑ์ OTOP ทีมีชื่อเสียงของจังหวัด สมยานามเมืองแห่งผ้าไหม ยกละดับสู่ความเป็นสากลขยายตลาดสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รองรับเข้าสู่ตลาดประชาคมอาเซียน ปี 2556 ฝ่ายประชาสัมพันธ์เน้นการประชาสัมพันธ์เรื่อง การประชุมสัมมนาวิชาการ การจัดแสดงและการจำหน่ายสินค้า การแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม พร้อมนี้การประชาสัมพันธ์ต้องยกระดับสู่สากล ทั้งการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ Social media ป้ายคัดเอาท์ โปสเตอร์ แผ่นปลิวป้ายDicut สปอตวิทยุ โทรทัศน์ สกุ๊ปข่าว และการแถลงข่าวในงานอีเว้นต่างๆ งานไหมปีนี้จัดระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 10 ธ.ค 56 ไฮไลย์เน้นการถ่ายทอดสดพิธีเปิดงาน เวที่ประกวดนางสาวขอนแก่น เวทีวิชาการ เวทีผูกเสี่ยวและ การแสดงศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ ที่ประชุมมีมติให้ฝ่ายเลขานุการไปปรับแผนประชาสัมพันธ์เสนอจังหวัดให้อนุมัติงบดำเนินการต่อไปและแต่งตั้งเลขานุการของคณะกรรมการชุดใหญ่ทุกคณะมาเป็นอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์เพื่อประชาสัมพันธ์ครองคลุม ในวันที่ 26 พย. 2556 ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ประชุมสื่อด้านโทรทัศน์ทุกช่อง พร้อมประชาสัมพันธ์จังหวัด ผอ.สทท. ผอ.สวท.ขอนแก่น เพื่อเสนอรูปแบบรายการผ่านสื่อโทรทัศน์ ช่อง 3,5 ,7 9 และไทย PBS โดยเฉพาะช่อง 3 รายการบอกเล่าเช้านี้ ของคุณ สรยุทธ ทัศนจินดา เป็นต้น



ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี
ส.ปชส.ขอนแก่น

พ่อค้าขายแมลงทอดไฮเทคแต่งรถไฟกระพริบดึงดูดลูกค้าสร้างรายได้ดี

พ่อค้าขายแมลงทอดไฮเทคแต่งรถติดไฟกะพริบระเวนขายแมลงทอดทั่วเมืองขอนก่นดึงดูดลูกค้า สร้างรายได้ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยามค่ำคืนชาวขอนแก่นที่พักอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น หรือออกไปทำธุระ มักจะเห็นจักรยานยนต์พ่วงข้างตกแต่งด้วยไฟระยิบระยับ พร้อมเสียงเพลงจังหวะเร้าใจ ดึงดูดความสนใจจนอดหันไปมองไม่ได้ โดยภายในรถพ่วงมีแมลงทอดหลากหลายชนิดวางขาย นายบุญหนา มิสโกด อายุ 36 ปี เจ้าของรถพ่วงซิ่งขายแมลงทอด เล่าว่า ยึดอาชีพเร่ขายแมลงทอดมานานกว่า 5 ปีแล้ว โดยเริ่มตระเวนขายใน อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น จากนั้นย้ายมาขายในเขตตัวเมืองขอนแก่น ต่อมามีแนวคิดติดป้ายไฟและประดับไฟกะพริบรอบจักรยานยนต์พ่วงคู่ใจ พร้อมติดเครื่องเสียง สร้างบรรยากาศสนุกสนานเป็นกันเองกับลูกค้า โดยในแต่ละวันจะออกจากที่พักเวลาประมาณ 17.00 น. ตระเวนขายแมลงทอดไปทั่วเมือง โดยเฉพาะย่านชุมชน ตลาดสด หรือสถานีขนส่ง จนถึงเวลา 02.00 น.ก็จะหยุดขายและกลับที่พัก แมลงที่นำออกไปทอดขายแต่ละคืนนั้นส่วนใหญ่จะขายหมด เมื่อหักต้นทุนแล้วมีรายรับประมาณคืนละ 2,000-3,000 บาท หรือมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 70,000 บาท สำหรับเคล็ดลับ คือ แมลงที่ลูกค้าสั่งจะนำมาอุ่นให้ลูกค้าก่อนรับประทาน ประกอบกับรถที่ประดับไฟเป็นที่ดึงดูดลูกค้า




ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี
ส.ปชส.ขอนแก่น 

ประมงจังหวัดนครราชสีมา มอบพันธุ์ปลานิลคัดพันธุ์สายพันธุ์ ให้กับเกษตรกรโครงการศูนย์เรียนรู้ด้านประมง

ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า ประมงจังหวัดนครราชสีมา มอบพันธุ์ปลานิลคัดพันธุ์สายพันธุ์ดี ให้กับเกษตรกรโครงการศูนย์เรียนรู้ด้านประมง ประจำปี 2556

ว่าที่ ร.ท. สมพร กุลบุญ ประมงจังหวัดนครราชสีมา ได้เดินทางไปมอบพันธุ์ปลานิลให้กับเกษตรกรด้วยตนเอง ที่อำเภอพิมาย รายละ 3,000 ตัว และในพื้นที่ อำเภอโนนแดง อำเภอชุมพวง และอำเภอเมืองยาง พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรได้กระจายพันธุ์ปลานิล ให้แพร่พันธุ์ และจำหน่ายให้เกษตรกรรายอื่นๆได้ขยายพันธุ์ในโอกาสต่อไปด้วย

สำหรับการมอบพันธุ์ปลา สำนักงานประมงจังหวัดนครราชสีมา ได้มอบพันธุ์ปลานิลคัดพันธุ์สายพันธุ์ดีซึ่งจัดซื้อจากศูนย์วิจัยและพัฒนา พันธุ กรรมสัตว์น้ำปทุมธานี ให้กับเกษตรกรโครงการศูนย์เรียนรู้ด้านประมงประจำปี 2556 ตามอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 40 ราย เพื่อให้พันธุ์ปลานิลสายพันธุ์ดีแพร่กระจายปรับปรุงพันธุ์ในพื้นที่จังหวัด นครราชสีมา 

รอง ผวจ.นครราชสีมา ตำส้มตำเปิดงาน อุทยานผ้าป่าอาชีพ จิตอาสา พัฒนาชุมชนโคราช สนับสนุนการสร้างงาน เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพ ให้กับประชาชน

วันนี้ (22 สค 56)เวลา10.0 0น ที่หอประชุมเปรม ติณสูลานนท์ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายสุชาติ นพวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย ดร.ธัชฤทธิ์ ปนารักษ์ พัฒนาการจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกันตำส้มตำในครกยักษ์ เพื่อเป็นการเปิดงาน อุทยานผ้าป่าอาชีพ จิตอาสา พัฒนาชุมชนโคราช ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้เกิดการสร้างงาน เพิ่มรายได้ ขยายโอกาสเพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพให้กับประชาชนในจังหวัด นครราชสีมา
 

สำหรับกิจกรรมภายในงานได้มีการจัดผ้าป่าอาชีพ จาก 32 อำเภอ ของจงหวัดนครราชสีมา รวม 64 อาชีพ อาทิ การสานกระเป๋า จากวัสดุเหลือใช้ การแปรูปอาหาร การทอเสื่อ เป่าแก้ว คริสตัน เป็นต้น กิจกรรมขยะแลกทอง ส่งเสริมให้เห็นถึงคุณค่าของขยะ การแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการเข้าสู่อาเซียน นิทรรศการผ้าป่าวิชาการ และโรงครัวชุมชน โดยมีประชาชนร่วมงานและให้ความสนใจร่วมฝึกอาชีพเพื่อนำไปสร้างรายได้ในครัว เรือนเป็นจำนวนมาก

จังหวัดนครราชสีมา จัดกิจกรรมชาวโคราช พาแม่ออกกำลังกาย เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ที่บริเวณลานนวมินทร์ สวนน้ำเฉลิมพระเกียรติ ร. 9 บุ่งตาหลั่ว อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นำนักเรียน นักศึกษา และประชาชน กว่า 1,000 คน ร่วมเดิน วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ในโครงการ ชาวโคราช พาแม่ออกกำลังกาย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 81 พรรษา เพื่อ แสดงออกถึงความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อีกทั้งเพื่อรณรงค์ให้เด็ก เยาวชน รวมถึงประชาชนทั่วไป ตระหนักถึงการสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และเสริมสร้างความรักความสามัคคี
 

สำหรับกิจกรรมภายในงานได้มีการเดิน วิ่ง คู่แม่ลูกเชื่อมสัมพันธ์ ระยะทาง 3 กิโลเมตร และการเต้นแอโรบิค แม่ -ลูก จำนวน 981 คู่ ความหมายตัวเลขคือ รัชกาลที่ 9 และ 81 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อีกทั้งยังได้มีการให้บริการตรวจสุขภาพ การแสดงนิทรรศการ การดูแลสุขภาพแม่ อย่างไร บูทแนะนำสุขภาพ และการออกกำลังอย่างถูกต้องสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น นอกจากนี้ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ร่วมกันมอบรางวัล เป็นเครื่องออกกำลังกายและจักรยานให้กับ คู่แม่ ลูกที่ได้รับรางวัล ในการประกวดคู่แม่ลูกที่นำลูกมาออกกำลังมากที่สุด คู่แม่ลูกสวย คู่แม่ลูกหล่อ คู่แม่ลูกอายุรวมกันมากที่สุด และคู่แม่ลูกที่เต้นแอโรบิคสวยงามที่สุด อีกด้วย

จังหวัดนครราชสีมาจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ ตามโครงการเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบัน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้กับประชาชน

ที่ศาลาบ้านตะแกรง ม.2 ต.หลุ่งตาเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีเปิดหน่วยบริการจังหวัดเคลื่อนที่ ตามโครงการเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบัน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้กับประชาชน ทั้งนี้การจัดโครงการดังกล่าวเพื่อให้ประชาชน ทั้ง 32 อำเภอ ของจังหวัดนครราชสีมา ได้รับบริการในด้านต่างๆที่เป็นประโยชน์จากหน่วยงานราชการ และเป็นการเพิ่มองค์ความรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่นำไปใช้ในการดำรงชีวิต เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและลดค่าครองชีพของประชาชน โดยภายในงานได้มีหน่วยงานราชการ มาตั้งบูทให้คำปรึกษาในด้านการเกษตร การบริการทำหมันให้กับสุนัข การตรวจวัดสายตา และการสอนอาชีพให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน อาทิ การทำสบู่ การทำกระเป๋า ผ้าเช็ดเท้า และการสานเครื่องหวาย เป็นต้น ซึ่งมี ประชาชนในพื้นที่อำเภอห้วยแถลง เข้ามารับบริการกว่า 1,000 คน
 

ในโอกาสเดียวกันนี้ ดร.วินัยบัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้รับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งมอบนโยบายของจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ การแก้ปัญหายาเสพติดของจังหวัด การแก้ปัญหาความยาจน การรักษาศิลปวัฒนธรรม ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ และการรักษาความสงบในพื้นที่ชุมชนให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ดูแลความสงบเรียบร้อย พร้อมกันนี้เหล่ากาชาดจังหวัดนครราชสีมา ยังได้นำถุงยังชีพ แว่นสาตา จำนวน 100 ชุด มามอบให้กับผู้สูงอายุและผู้ยากไร้ อีกทั้งยังได้มีการมอบการมอบพันธุ์ปลา กล้าไม้ ให้กับผู้นำชุมชนในพื้นที่อำเภอห้วยแถลงอีกด้วย

กาชาดบึงกาฬเร่งพัฒนางานเพื่อชาวบึงกาฬ

เมื่อวันพุธที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ นางประภาศิริ สัจจชลพันธ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ และ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดบึงกาฬ เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานและกิจกรรม ในห้วงระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน ๒๕๕๖ จำนวน ๓ กิจกรรม ประกอบด้วย หนึ่ง โครงการพัฒนาศักยภาพกรรมการและสมาชิกและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ของเหล่ากาชาดจังหวัดและกิ่งกาชาดอำเภอ ในวันอังคารที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ ณ ห้องประชุมโรงเรียนอนุบาลบึงกาฬวิศิษฐ์อำนวยศิลป์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ สอง โครงการสร้างภาคีจิตอาสา เครือข่ายอาสายุวกาชาดจังหวัดบึงกาฬ การฝึกอบรม "อาสายุวกาชาด” หลักสูตรพื้นฐานยุวกาชาดเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์อุปถัมภก สภากาชาดไทย ระหว่างวันที่ ๒๗ – ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ ณ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ ๒๔๔ บึงกาฬ และ สาม เป็นเจ้าภาพจัดประชุมเหล่ากาชาดจังหวัดภาค ๖ ระหว่างวันที่ ๕ – ๖ กันยายน ๒๕๕๖ ณ โรงแรมเดอะวัน ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬเปิดเผยว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องล้วนมีความปรารถนาดีและพร้อมที่จะร่วมทำงาน ทั้ง ๓ โครงการให้สำเร็จลุล่วง เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดบึงกาฬ เป็นสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการจัดกิจกรรม ประชุมเหล่ากาชาดจังหวัดภาค ๖ ระหว่างวันที่ ๕ – ๖ กันยายน ๒๕๕๖ ณ ณ โรงแรมเดอะวัน นั้นจะมีคณะกรรมการเหล่ากาชาดในภาค ๖ ประกอบด้วย ขอนแก่น อุดรธานี สกลนคร หนองคาย เลย หนองบัวลำภู และ จังหวัดบึงกาฬ รวม ๗ จังหวัด รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติเป็นจำนวนมาก เดินทางมาที่จังหวัดบึงกาฬ ดังนั้นจึงขอถือโอกาสนี้เชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดบึงกาฬ ได้ร่วมต้อนรับ คณะกรรมการเหล่ากาชาดภาค ๖ จำนวน ๗ จังหวัดโดยถือเสมือนหนึ่งว่า เราเป็นเจ้าของบ้านต้องต้อนรับผู้เข้ามาเยือนด้วยความเต็มใจ ซึ่งจะมีส่วนสร้างความประทับใจแก่ผู้เยือนตลอดไป

ก.ธ.จ.มหาสารคาม เตรียมลงพื้นที่รอบสุดท้ายสอดส่องโครงการระดับจังหวัด งบปี 2556

คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมหาสารคาม (ก.ธ.จ.) ประชุมย่อย เพื่อเตรียมลงพื้นที่สอดส่องโครงการระดับจังหวัด ปีงบประมาณ 2556 ตามที่ได้ลงไปสอดส่องตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ขณะดำเนินการตามโครงการ และรอบสุดท้าย เมื่อสิ้นสุดโครงการ ในวันที่ 26 สิงหาคมและ 3 กันยายน นี้

นายสุพล วัฒนกิติกุล รองประธานกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานในการประชุมย่อยของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมหาสารคาม เพื่อหารือแนวทางในการเบิกจ่ายค่าพาหนะเดินทางในการทำงานและการมาประชุมให้กับคณะกรรมการ พร้อมหารือที่จะลงพื้นที่ในการไปสอดส่องโครงการหลัก 4 โครงการ ของปีงบประมาณ 2556 ที่คณะกรรมการได้มีการลงไปสอดส่องมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ขณะดำเนินการตามโครงการ ซึ่งในครั้งสุดท้ายนี้ จะเป็นการไปสอดส่อง ติดตามการดำเนินงานหลังสิ้นสุดโครงการ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดวันเพื่อลงไปสอดส่อง โดยวันที่ 26 สิงหาคม 2556 กำหนดสอดส่องโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก "หนองขุ่น” อำเภอแกดำ และโครงการซ่อมสร้างถนนเพื่อขนถ่ายสินค้าการเกษตร อำเภอวาปีปทุม และวันที่ 3 กันยายน กำหนดลงพื้นที่สอดส่องโครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำศูนย์พัฒนาลุ่มน้ำชีเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพระบบการกระจายน้ำ อำเภอบรบือ และ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร อำเภอเชียงยืน

นอกจากนี้ในที่ประชุม ยังมีมติที่จะลงพื้นที่สอดส่องเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการประปาบึงกุย ที่อำเภอโกสุมพิสัย ในวันที่ 27 สิงหาคม และโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย ในวันที่ 30 สิงหาคม ด้วย



ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว

มหาสารคามมีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 30-60 ของพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายลักษณะอากาศภาคอีสาน มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไปร้อยละ 80 ของพื้นที่ เตือนระวังสัตว์เลี้ยงป่วย และการระบาดของเชื้อราในข้าว ขณะที่มหาสารคามมีฝนตกร้อยละ 30-60 ของพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายลักษณะอากาศ บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือในสัปดาห์นี้ มีฝนกฟ้าคะนองเกือบทั่วไปร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร และนครพนม อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. โดยในช่วงวันที่ 21-22 สิงหาคม มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากทางตอนบนของภาค ส่วนในช่วงวันที่ 23-27 สิงหาคม มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ลมตะวันตก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส

ด้านจังหวัดมหาสารคาม สัปดาห์นี้ มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ซึ่งในระยะนี้ เกษตรกรไม่ควรปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในที่ชื้นแฉะเพราะจะทำให้สัตว์เลี้ยง อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย โดยเฉพาะสัตว์เท้ากีบอาจเป็นโรคปากและเท้าเปื่อยได้ และหากพบสัตว์ป่วยควรรีบแยกออกจากกลุ่ม แล้วทำการรักษาเพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่ไป ยังตัวอื่นๆ สำหรับข้าวนาปีที่อยู่ในระยะเจริญเติบโต ชาวนาควรระวังและป้องกันการระบาดของโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา โดยเฉพาะโรคไหม้ ซึ่งจะทำให้ต้นข้าวชะงักการเจริญเติบโตผลผลิตลดลง




ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว

ชาวมหาสารคามร่วมบวงสรวงอนุสาวรีย์พระเจริญราชเดช ผู้ก่อตั้งเมืองมหาสารคาม

ชาวจังหวัดมหาสารคามทุกภาคส่วน นำพานดอกไม้ร่วมบวงสรวงอนุสาวรีย์พระเจริญราชเดช ผู้ก่อตั้งเมืองมหาสารคาม ที่บริเวณสวนสาธารณะหนองข่า ขณะที่ผู้เฒ่าผู้แก่เชื่อพระเจริญราชเดช ยังคอยปกปักรักษาชาวเมืองมหาสารคามให้มีความอยู่ดีมีสุข

วันที่ 22 สิงหาคม ของทุกปี ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ของจังหวัดมหาสารคาม สืบเนื่องจากปี พ.ศ. 2408 พระเจริญราชเดช มีดำริให้ก่อตั้ง เมืองมหาสารคาม โดยได้มีการกราบทูลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และพระองค์มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ตั้งเมืองมหาสารคาม ขึ้น พร้อมแต่งตั้งพระเจริญราชเดช หรือ กวด ภวภูตานนท์ เป็นเจ้าเมืองมหาสารคาม คนแรก

ด้วยความสำคัญที่ว่านี้ นายยิ่งยศ ธนะจันทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม และชาวจังหวัดมหาสารคามทุกภาคส่วนจึงได้พร้อมใจกันจัดพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์พระเจริญราชเดช โดยมีการสวดสรภัญญะ การรำบวงสรวง จัดขบวนแห่เครื่องบวงสรวงและการนำพานดอกไม้สดร่วมสักการะ เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญู รำลึกถึงคุณงามความดีและเชิดชูเกียรติที่ท่านได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับเมืองมหาสารคามจวบจนวันนี้

ด้านคุณยายทองเลี่ยม เวียงแก้ว อายุ 88 ปี ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวมหาสารคาม กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้มาร่วมพิธีบวงสรวงในวันนี้ว่า เป็นความภาคภูมิใจของลูกหลานที่ท่านได้ก่อตั้งเมืองมหาสารคาม ให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข เชื่อว่าดวงวิญญาณของท่านจะยังคงคอยปกปักรักษา คุ้มครองลูกหลานชาวมหาสารคาม ตลอดไป

พระเจริญราชเดช เป็นแม่ทัพหน้า ที่นำไพร่พลเข้าโจมตีพวกฮ่อ จนได้รับชัยชนะ ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "พระเจริญราชเดช วรเชษฐมหาขัติยะพงศ์ รวิวงศ์สุรชาติ ประเทศราชธำรงรักษศักดิ์ กิตติยศเกรียงไกร ศรีพิชัยเทพวราฤทธิ พิศณุพงศ์ปรีชา สิงหบุตรสุวัฒนานคราภิบาล” และถึงแก่อนิจกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2421 สิริรวมอายุได้ 43 ปีเศษ โดยอยู่ในตำแหน่งเจ้าเมือง 14 ปี



ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว