วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

มทส. จัดแบดมินตันเชื่อมเครือข่ายสุรนารี ครั้งที่ 2

ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) จัด การแข่งขันแบดมินตันเชื่อมสัมพันธ์เครือข่ายสุรนารี ครั้งที่ 2 สร้างสัมพันธ์พันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัยกับชมรมแบดมินตันในจังหวัดนครราชสีมาและใกล้เคียง

ศาสตราจารย์ ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดี มทส. เป็นประธานพิธีเปิด เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2556 ณ สนามแบดมินตันสุรนารีภิรมย์ สถานกีฬาและสุขภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
จังหวัดนครราชสีมา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อารักษ์ ธีรอำพน รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป มทส. ในฐานะประธานจัดการแข่งขันฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดแข่งขันครั้งนี้ว่า "เพื่อเป็นกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีกับหน่วยงานภายนอก ผ่านทางกีฬาแบดมินตัน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากจำนวนชมรมแบดมินตันที่ก่อตั้งขึ้นทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและในประเทศไทย โดยผู้ที่เล่นกีฬาชนิดนี้มีหลากหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ประชาชน และเยาวชนทั่วไป ทั้งนี้ เพื่อสนองนโยบายของมหาวิทยาลัยทั้งด้านสุขภาพ ความเป็นเลิศทางด้านกีฬา และวิทยาศาสตร์การกีฬา ในการส่งเสริมให้นักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัย นักกีฬาจากหน่วยงานภายนอก และเยาวชนทั่วไป ได้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี ห่างไกลยาเสพติด การใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักกีฬา รวมถึงเป็นการคัดเลือกนักกีฬาของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมฝึกซ้อมเพื่อเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยเข้าทำการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยและกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การแข่งขันครั้งนี้มีชมรมแบดมินตันจาก มทส. ชมรมแบดมินตันภายในจังหวัดนครราชสีมาและใกล้เคียง เข้าร่วมการแข่งขัน รวม 12 ทีม ได้แก่ มทส. (A) มทส. (B) ม.วงษ์ชวลิตกุล ค่ายสุรนารี (ไร้สังกัด 1) ค่ายสุรนารี (ไร้สังกัด 2) สีมา สีคิ้ว SSKRU & SUT BADMINTON TEAM (A) SSKRU & SUT BADMINTON TEAM (B) ม.มหาสารคาม (A) ม.มหาสารคาม (B) และ Khonkaen Stars โดยเป็นการแข่งขันประเภททีมรวม ใน 1 ทีม ประกอบด้วย ประเภทคู่ 5 ประเภท คือ คู่ทั่วไป คู่ผสมทั่วไป คู่ทั่วไปอายุรวม 60 ปีขึ้นไป คู่ทั่วไปอายุรวม 70 ปีขึ้นไป และคู่ทั่วไปอายุรวม 80 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ มีการแข่งขันแบดมินตันคู่พิเศษระหว่างผู้บริหารมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภายนอกอีกด้วย

จังหวัดนครราชสีมา จัดกิจกรรมอนุรักษ์และฟื้นฟูลำตะคอง สนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี




จังหวัดนครราชสีมาจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล



จังหวัดนครราชสีมา รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราแล้ว ระหว่างวันที่ 4 –30 กันยายน 2556

ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า จังหวัดนครราชสีมา รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราทุกรายที่มีพื้นที่ปลูกอยู่ในจังหวัด เกษตรกรสามารถแจ้งความจำนงได้ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่

นายบุญถิ่น เดชสูงเนิน หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือค่าปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราเป็นเงินสดอัตราไร่ละ 1,260 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา

สำนักงานเกษตรจังหวัดได้ประชุมเกษตรอำเภอชี้แจงทำความเข้าใจแนวทางการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราแล้ว โดยการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรที่ปลูกยางพาราในพื้นที่มาขึ้นทะเบียนเกษตรกร ณ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 4 – 30 กันยายน 2556 โดยเกษตรกรหัวหน้าครัวเรือนหรือมอบอำนาจให้สมาชิกที่มีชื่ออยู่ในครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร(ทบก.)กับเกษตรอำเภอไว้แล้ว นำเอกสารหลักฐานประกอบด้วย ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน หลักฐานเอกสารสิทธิ์ที่ทำกินตามกฎหมายพร้อมสำเนา ยื่นคำร้องต่อเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรรับขึ้นทะเบียนทุกแปลงทั้งที่มีเอกสารสิทธิ์และพื้นที่นอกเหนือเอกสารสิทธิ์ จากนั้นคณะกรรมการตรวจสอบพื้นที่เปิดกรีดยางพารา จะออกตรวจสอบพื้นที่ปลูกยางพารา เกษตรอำเภอจะออกใบรับรองให้เกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากคณะกรรมการตรวจสอบพื้นที่เปิดกรีดยางพารา และเกษตรกรจะนำใบรับรองไปขอขึ้นเงินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์

ประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานการฝึกอาชีพจังหวัด (กพร.ปจ.) จังหวัดนครราชสีมา

วันนี้ (10 ก.ย. 56) เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมมูลนิธิท้าวสุรนารี ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายสุชาติ นพวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพจังหวัด (กพร.ปจ.) จังหวัดนครราชสีมา นายสุชาติ นพวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา

การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามและสรุปผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2556 พร้อมทั้งกำหนดแผนการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการ ฝึกอาชีพ ประจำปีงบประมาณ 2557 ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาแรงงานและประสานการฝึกอาชีพแห่งชาติ 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย พัฒนาและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ/มาตรฐานฝีมือแรงงาน. พัฒนาฐานข้อมูลด้านแรงงาน จัดทำแผนการพัฒนากำลังคน บริหารจัดการเครือข่ายการพัฒนาแรงงาน และการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเตรียมตัวรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีใน ASEAN ซึ่งในปีงบประมาณ 2557 ทิศทางการพัฒนาฝีมือแรงงานมีแผนงาน แนวทางการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพจังหวัดนครราชสีมา เพื่อยกระดับผลิตภาพแรงงานจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาขีดความสามารถด้านภาษาให้แก่แรงงานไทยรองรับประชาคมอาเซียน และโครงการคลีนิกพัฒนาฝีมือแรงงานเคลื่อนที่เพื่อพัฒนาผลิตภาพแรงงาน

จังหวัดนครราชสีมา จัดสรรเงินรางวัลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554

วันนี้ (10 ก.ย. 2556) เวลา 10.00 น. คณะกรรมการพิจารณาจัดสรรเงินรางวัลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2556 ของที่ทำการปกครองจังหวัดนครราชสีมา สถานที่ห้องประชุมอำเภอเมืองนครราชสีมา ชั้น 3

นายประภาส รักษาทรัพย์ ปลัดจังหวัดนครราชสีมา ประธานการจัดสรรเงินรางวัลให้แก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำกล่าวว่า การจัดสรรเงินรางวัลจะต้องโปร่งใสเป็นธรรม ไปตามเจนนารมณ์ของการจัดสรรสิ่งจููงใจ และสอดคล้องตามหลักเกณฑ์ที่จังหวัดนครราชสีมากำหนด และที่ทำการปกครองจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะเจ้าภาพหลักดำเนินการขับเคลื่อนตัวชี้วัดตามคำรับรองการปฏิบัติราชการฯ ตัวชี้วัดที่ 2.2 ระดับความสำเร็จของการบริหารจัดการเพื่อติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล (โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน) ตัวชี้วัดที่ 3.2 ระดับความสำเร็จในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และตัวชี้วัดที่ 6 ระดับความสำเร็จของการพัฒนาศูนย์บริการร่วมหรือเคาน์เตอร์บริการประชาชน

ปลัดจังหวัดนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ทำการปกครองจังหวัด รับผิดชอบเป็นเจ้าภาพหลัก จำนวน 3 ตัวชี้วัด เพื่อเป็นการประหยัดเวลา และเพื่อให้เป็นไปตามกำหนดการของจังหวัด จึงพิจารณาจัดสรรเงินรางวัลทั้ง 3 ตัวชี้วัด โดยพิจารณาเรียงตามลำดับตัวชี้วัดเป็นวาระไป และมีคณะกรรมการผู้มีหน้าที่พิจารณาแต่ละตัวชี้วัด เป็นคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรเงินรางวัลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554

จังหวัดสุรินทร์อนุมัติงบประมาณสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน 1,142,200 บาท และอนุมัติเงินสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลจำนวน 76 กองทุน

พระมหาวีระ  กิตติวัณโณ  ประธานเครือข่ายกองบุญคุณธรรมเพื่อจัดสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นจังหวัดสุรินทร์  เปิดเผยว่า จังหวัดสุรินทร์ได้จัดประชุมคณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดสุรินทร์ ในวันที่ 9 กันยายน 2556 ที่ห้องประชุมสุรินทร์ภักดี  ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์  เพื่อสรุปรายงานผลการดำเนินงานการจัดสวัสดิการชุมชนรอบ ปี 2556 โดยผู้แทน 4 เขตพื้นที่ได้แก่  เขตพื้นที่แม่มูลทุ่งกุลา ประกอบด้วย อำเภอจอมพระ  ท่าตูม  รัตนบุรี และชุมพลบุรี   เขตพื้นที่วัฒนธรรมดั้งเดิมสุรินทร์ ประกอบด้วย อำเภอเมือสุรินทร์  ลำดวน  สังขะ  และอำเภอเขวาสินรินทร์   เขตอู่ข้าวอู่น้ำห้วยทับทัน  ประกอบด้วย อำเภอศีขรภูมิ  สำโรงทาบ  สนม  โนนนารายณ์  และเขตพื้นที่สามัคคีร่มเย็น  ประกอบด้วย อำเภอปราสาท  บัวเชด  กาบเชิง  และพนมดงรัก

จากนั้นที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชน ประจำปี 2556 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2555- กันยายน 2556  รวม 1,142,200  บาท  รวมทั้งพิจารณาอนุมัติเงินสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล รอบ 1 – 4 จำนวน  76 กองทุน  จากจำนวนกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่มีสิทธิเสนอขอรับการอนุมัติเงินทั้งหมด 92 กองทุน



สมทรง  เผือกผล  ส.ปชส.สุรินทร์ / ข่าว

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติติดตามการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยแบบผสมผสานของเทศบาลตำบลศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์

วันนี้ (10 กันยายน 2556)  เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมสุรินทร์ภักดี  ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์  นายนิรันดร์  พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนพร้อมคณะ  ได้เดินทางไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยแบบผสมผสาน ของเทศบาลตำบลศีขรภูมิ  จังหวัดสุรินทร์ งบประมาณ 59 ล้านบาท  ซึ่งก่อสร้างบริเวณที่ทิ้งขยะเดิม โดยมีการทำบันทึกข้อตกลง หรือ ทำ MOU ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 24 แห่ง ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อำเภอศีขรภูมิ 16  แห่ง  อำเภอสำโรงทาบ  5 แห่ง  และอำเภอศรีณรงค์  3 แห่ง

ทั้งนี้ การก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยแบบผสมผสาน ของเทศบาลตำบลศีขรภูมิ  จะมีการกำจัดขยะแบบผสมผสานโดยมีการระบบคัดแยกขยะเป็นขยะรีไซเคิลร้อยละ 20  ระบบการทำปุ๋ยหมักร้อยละ 60 ระบบการฝังกลบร้อยละ 20  ผลผลิตปุ๋ยจากขยะมูลฝอยคาดว่าจะมีมูลค่า 1,000 บาท ต่อตัน  ตลอดโครงการ 20 ปี คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 70,166 ตัน คิดเป็นมูลค่าการขายปุ๋ยเป็นเงิน 70 ล้านบาท  ภายหลังดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ  จะมีมาตรการตรวจสอบปีละ 2 ครั้ง ในช่วง 3-5 ปี แรก  และหลังจากนั้นจะมีมาตรการตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เป็นเวลา  10 -20 ปี

อย่างไรก็ตาม  นายพิภพ สงครามพล  กำนันตำบลยาง  อำเภอศีขรภูมิ  ได้ร้องเรียนให้เทศบาลศีขรภูมิ ยุติโครงการ  และให้หาที่ทิ้งขยะใหม่ เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน โดยอ้างว่าสถานที่ดังกล่าวใกล้ชุมชน  สถานที่ราชการ วิทยาลัยการอาชีพศีขรภูมิ  โรงเรียนศีขรภูมิพิสัย  โรงพยาบาลศีขรภูมิ  ปราสาทหินศีขรภูมิ    สารพิษจากขยะมูลฝอยไหลซึมลงแหล่งน้ำอ่างเก็บน้ำลำพอก  ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ชุมชนใช้ในการอุปโภค - บริโภค  เป็นแหล่งน้ำดิบในการผลิตน้ำประปา  มีแมลงวันรบกวน  และเป็นแหล่งพาหะโรค ก่อให้เกิดผลเสียต่อทัศนียภาพโดยรวมของชุมชน   และการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยดังกล่าวเป็นการนำขยะมูลฝอยจากแหล่งอื่นมาทิ้งในเขตเทศบาลตำบลศีขรภูมิ  ทำให้ชุมชนได้รับผลกระระทบ  จึงเสนอให้ย้ายสถานที่ก่อสร้าง  และยกเลิกการทำบันทึกข้อตกลงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  24  แห่ง  ให้แต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการขยะด้วยตนเอง  ทั้งจากการหารือร่วมกัน ระหว่างส่วนราชการและผู้นำชุมชนในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ  ที่ประชุมเห็นร่วมกันในการให้เทศบาลตำบลศีขรภูมิดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ  ให้กำหนดเงื่อนไข กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง  24 แห่ง  รณรงค์การลดขยะโดยใช้หลัก  3 Rs ได้แก่ Reduce  Reuse  Recycle  ส่งเสริมกิจกรรมประกวดสิ่งประดิษฐ์ จากวัสดุเหลือใช้  ธนาคารขยะ  ชุมชนปลอดถังขยะ  การทำน้ำหมัก  และปุ๋ยชีวภาพ    พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจติดตามการดำเนินงาน โครงการเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อต่อชุมชน

ภายหลังจากรับฟังความคิดเห็นแล้ว นายนิรันดร์  พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนพร้อมคณะ  ได้สรุปผลการตรวจติดตาม  โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งเอกสารเพิ่มเติมให้คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนพิจารณาเพิ่มเติม  และให้เทศบาลตำบลศีขรภูมิ  ชลอโครงการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยแบบผสมผสาน ไว้ก่อน




สมทรง  เผือกผล  ส.ปชส.สุรินทร์ / ข่าว

มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์บันทึก MOU ด้านการศึกษากับมหาวิทยาลัยบิลไบร์ท ประเทศกัมพูชา

มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์บันทึก MOU กับมหาวิทยาลัยบิลไบร์ท ประเทศกัมพูชา ด้านการศึกษาร่วมกัน

วันที่ 10 ก.ย. 2556 ที่ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารล้านช้าง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจในการร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ กับ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย บิลด์ ไบรท์ ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ฉลอง สุขทอง รักษาการแทน คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ กับ นายชฮวน เปียรัน( Chhoun Phearun ) รองคณบดี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบิลด์ ไบรท์ ราชอาณาจักรกัมพูชา ทั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนนักศึกษา บุคลากร ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย ผู้ประกอบการ นักศึกษาออกฝึกประสบการณ์อาชีพ ข้อมูลทางการศึกษา ตลอดจนการวิจัย เพื่อเชื่อมโยงประสิทธิภาพทางการศึกษา ระหว่างทั้งสองสถาบันฯเป็นการสร้างเครือข่ายทางการศึกษาร่วมกันในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสบการณ์ทางวิชาการ ระหว่างคณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรต่อไป




ประนนท์ ไม้หอม / ส.ปชส. สุรินทร์ /รายงาน

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

กกต.ยโสธร เตรียมพร้อมจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นจำนวน 43 แห่งในเดือนตุลาคม นี้

นายนเรศ สุวรรณกูฏ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยโสธร เปิดเผยว่า กกต.ยโสธร ได้จัดทำแผนการเลือกตั้งท้องถิ่น ในปี 2556 ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมพร้อมทั้งกำลังคน วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการจัดการเลือกตั้งไว้แล้ว โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง โดยการควบคุมดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงได้จัดประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานให้มีความรู้ ความเข้าใจ ถึงบทบาทหน้าที่ กฎหมาย ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง และมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้อง จ.ยโสธร ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 5 กันยายน 2556 ประกอบด้วย อ.เมืองยโสธร ครบวาระ 7 แห่ง มี อบต.ขุมเงิน ดู่ทุ่ง ทุ่งนางโอก สิงห์ หนองคู หนองเรือ ขั้นไดใหญ่ อ.เลิงนกทา ครบวาระ 2 แห่ง มี อบต.สร้างมิ่ง สามแยก อ.มหาชนะชัย ครบวาระ 10 แห่ง มี อบต.คูเมือง โนนทราย บากเรือ บึงแก ผือฮี พระเสาร์ ฟ้าหยาด ม่วง สงยาง หัวเมือง อ.ป่าติ้ว ครบวาระ1 แห่ง มี อบต.เชียงเพ็ง อ.ไทยเจริญ ครบวาระ 3 แห่ง มี อบต.คำไผ่ ไทยเจริญ ส้มผ่อ อ.ทรายมูล ครบวาระ 4 แห่ง มี อบต.ดงมะไฟ ดู่ลาด ทรายมูล ไผ่ อ.คำเขื่อนแก้ว ครบวาระ3 แห่ง อบต.ดงเจริญ นาคำ โพนทัน อ.ค้อวัง ครบวาระ 4 แห่ง มี อบต.กุดน้ำใส ค้อวัง น้ำอ้อม ฟ้าห่วน และอำเภอกุดชุม ครบวาระ 9 แห่ง มี อบต.กำแมด กุดชุม คำน้ำสร้าง นาโส่ โนนเปือย โพนงาม หนองหมี หนองแหน ห้วยแก้ง ซึ่งกำหนดให้มีการเลือกตั้งพร้อมกันในวันที่ 20 ตุลาคม 2556 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยโสธร ได้ดำเนินการจัดอบรมเครือข่ายการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ กกต.ในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา เช่น ลูกเสืออาสา กกต.เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย ค่ายเยาวชนอาสาพัฒนาประชาธิปไตย สภาเด็กและเยาวชน ดีเจชุมชนประชาธิปไตยเป็นต้น โดยจะมีการจัดประชุมเชื่อมโยงเครือข่ายการดำเนินกิจกรรมชุมชนประชาธิปไตย ในวันที่ 17 กันยายน 2556 ณ โรงแรมเดอะกรีนปาร์ค จังหวัดยโสธร เพื่อร่วมรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ขอประกาศเป็นชุมชนประชาธิปไตย และสนับสนุนการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น จังหวัดยโสธร กรณีครบวาระ ปี พ.ศ. 2556



ส.ปชส.ยโสธร/ปิยะนุช 9 กันยายน 2556

จังหวัดยโสธรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการทบทวนแผนพัฒนาจังหวัดและยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 กันยายน 2556 ที่โรงแรม เจ.พี เอ็มเมอรัลด์ จังหัดยโสธร นายประวัติ ถีถะแก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เป็นประธานพร้อมบรรยายพิเศษ ในการประชุมเชิงปฏิบัติการทบทวนแผนพัฒนาจังหวัดและยุทธศาสตร์จังหวัด และการจัดทำดัชนีชี้วัดการพัฒนาระดับจังหวัดยโสธร โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดบริหารราชการส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นายอำเภอ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการจัดทำแผนของหน่วยงานผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 240 คน

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ เป็นการจัดทำตัวชี้วัดการพัฒนาระดับจังหวัดให้เป็นมาตรฐานระดับเดียวกัน เพื่อให้จังหวัดนำตัวชี้วัดไปวิเคราะห์ศักยภาพและปัญหาที่แท้จริงของจังหวัด รวมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัด เพื่อใช้ประกอบการทบทวนยุทธศาสตร์จังหวัด และเพื่อให้กระทรวง กรม พิจารณาจัดทำตัวชี้วัดระดับประเทศ กลุ่มจังหวัด และจังหวัดสามารถนำตัวชี้วัด ในการวิเคราะห์ศักยภาพและปัญหาของจังหวัดได้ ส่วนประโยชน์ต่อการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด เป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจ ,สร้างโอกาสบนความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในสังคม เช่นความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ,การเติบโตบนคุณภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ



ส.ปชส.ยโสธร/ปิยะนุช 9 กันยายน 2556

จังหวัดยโสธรเร่งขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา

นายบุญศรี อ่อนละออ เกษตรจังหวัดยโสธร เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอทั้ง 9 อำเภอ ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธร เพื่อชี้แจงการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ตามโครงการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ ปี 2557 ซึ่งจังหวัดยโสธรมีเกษตรกรที่ปลูกยางพาราทุกอำเภอ รวม 8,362 ราย พื้นที่ 92,228 ไร่ และมีพื้นที่เปิดกรีดยางพารารวม 25,911 ไร่ การรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา จะมี 3 ขั้นตอน คือ การรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ,การตรวจสอบพื้นที่ และการออกใบรับรองเกษตรกร โดยเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. มีสัญชาติไทย

2. เป็นหัวหน้าครอบครัวและขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรเรียบร้อยแล้ว ถ้าหากไม่สามารถมาขึ้นทะเบียนได้ด้วยตนเองให้มอบอำนาจให้สมาชิกในครัวเรือน

3. เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ขึ้นทะเบียนต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราตั้งแต่ 1 ไร่ ขึ้นไป

4. เกษตรกรต้องเดินทางมายืนยันหรือแจ้งขึ้นทะเบียนด้วยตัวเอง ณ สำนักงานเกษตรอำเภอที่เป็นที่ตั้งแปลงปลูก ระหว่างวันที่ 4 – 30 กันยายน 2556 หรือขอทราบรายละเอียดได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธร โทร.045-773020



ส.ปชส.ยโสธร/ปิยะนุช 9 กันยายน 2556

จังหวัดยโสธรเร่งขับเคลื่อนนโยบาย Smart Farmer

นายบุญศรี อ่อนละออ เกษตรจังหวัดยโสธร เปิดเผยว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธร และสำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบาย Smart Farmer โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการคัดเลือกเกษตรปราดเปรื่องจากอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) จำนวน 885 หมู่บ้าน เพื่อคัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมและมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับเป็น Smart Farmer

Smart Farmer คือ เกษตรกรที่มีความรู้ในเรื่องที่ทำอยู่ มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ มีความตระหนักถึงคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยของผู้บริโภค มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม/สังคม มีความภูมิใจในความเป็นเกษตรกร โดยให้คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบจากอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ซึ่งมีเกษตรกรบางส่วนที่เป็นตัวแทนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งวิธีการคัดกรองเกษตรกรปราดเปรื่องด้านเกษตรสามารถแบ่งเกษตรกรออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย

1) Smart Farmer ต้นบบ คือ เกษตรกรที่มีคุณสมบัติครบและมีรายได้เฉลี่ย 180,000 บาท/ปี

2) Existing Smart Farmer เกษตรกรที่มีคุณสมบัติครบตามที่กำหนดแต่ยังไม่ได้พัฒนาเป็นเกษตรกรต้นแบบได้

3) Developing Smart Farmer เกษตรกรที่มีคุณสมบัติทึ่ไม่ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด



ส.ปชส.ยโสธร/ปิยะนุช 9 กันยายน 2556

ร้อยเอ็ด รวมพลังทุกภาคส่วนเอาชนะไข้เลือดออกหลังพบผู้ป่วยมากกว่าปีที่ผ่านมา 3.7 เท่า

วันนี้ (9 ก.ย. 56)  เวลา 14.00 น.  นายธัชชัย  สีสุวรรณ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานการประชุมร่วม คณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการรวมพลังเอาชนะไข้เลือดออกจังหวัดร้อยเอ็ด  ณ ห้องประชุมแก้วมุกดาสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีนายแพทย์สุระวิเศษศักดิ์นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ดกล่าวรายงานว่า สถานการณ์ไข้เลือดออกของประเทศไทยปี2556  ยังพบการระบาดอย่างรุนแรงข้อมูลตั้งแต่1 มกราคม 2556 - 27สิงหาคม 2556 พบผู้ป่วย 109,468 ราย 102 รายมากกว่าปีที่ผ่านมาช่วงเวลาเดียวกัน 3เท่า  รัฐบาลจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์"รวมพลังเอาชนะไข้เลือดออก" ด้วยการระดมทุกภาคส่วนต่อสู้กับปัญหาไข้เลือดออก โดยยึดอำเภอเป็นฐานดำเนินการจัดการลูกน้ำยุงลายและยุงตัวแก่กำจัดแหล่งเพาะพันธ์ลูกน้ำยุงลายทุกสัปดาห์เป็นเวลาแปดสัปดาห์พร้อมกันทั่วประเทศเพื่อให้ผู้ป่วยใหม่ลดลงเริ่มตั้งแต่15สิงหาคม-16ตุลาคม2556  สถานการณ์ไข้เลือดออกจังหวัดร้อยเอ็ดตั้งแต่ 1 มกราคม 2556 - 27สิงหาคม 2556 พบผู้ป่วย จำนวน 3,408 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต  อัตราป่วยเท่ากับ 261.14 ต่อแสนประชากรมีผู้ป่วยสูงอยู่ในอันดับ 6ของประเทศ ลำดับที่ 2 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองจากจังหวัดเลย  มากกว่าค่ามาตรฐานช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา 3.70 เท่า  พบมากที่สุดในกลุ่มเด็กนักเรียนอายุ 5-14ปี อำเภอที่พบผู้ป่วยมากที่สุด 4 สัปดาห์ ที่ผ่านมา คือ  อ.เมืองร้อยเอ็ด110ราย, อ.จตุรพัตรพิมาน 71 ราย อ.ธวัชบุรี 64 ราย  อ.โพนทอง60ราย และ

อ.เกษตรวิสัย45ราย มาตรการป้องกันขณะนี้ได้ป้องกันโดยการพ่นสารเคมีทุกวันที่ 7 ของเดือน และการสะสางการทำลายขยะ ภาชนะ ที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทั้งในบ้านรอบบ้าน โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก  โรงพยาบาล วัด ส่วนราชการรวมถึงพื้นที่สาธารณะ  ให้ อสม.เยี่ยมบ้าน  กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน กระชับเตือนชาวบ้านอย่างจริงจัง

นายธัชชัย  สีสุวรรณ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด  กล่าวย้ำว่า ขอให้ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมืออย่างจริงจังโดยเฉพาะผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น  ผู้นำชุมชน อสม. ต้องติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและร่วมรณรงค์กันอย่างจัง เพื่อเอาชนะไข้เลือดออก ให้ได้



คมกฤช  พวงศรีเคน  ข่าว/ภาพ
กมลพร คำนึง  บก.ข่าว
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด

ร้อยเอ็ดเกมส์โคราชยังครอง เจ้าเหรียญทอง นำ 58 เจ้าภาพมี 10 เหรียญทอง เสมออุดรฯ

เมื่อเช้าวันนี้ (9 กันยายน 2556) ณ ศูนย์บริการสื่อมวลชน สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดร้อยเอ็ด ตำบลเหนือเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด นายปราโมทย์ เอกก้านตรง ผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดร้อยเอ็ด  และนางสาวกัญธนา บอนด์ พิธีกร ร่วมแถลงข่าวผลการแข่งขันร้อยเอ็ดเกมส์ แข่งขันระหว่างวันที่ 2 – 12 กันยายน 2556 วันที่ เจ็ด วันที่ 8 กันยายน 2556 เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนภาค3 จาก 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 42 สุพรรณบุรีเกมส์ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ต้นปีหน้า

การแข่งขันกีฬาร้อยเอ็ดเกมส์ วันที่ เจ็ด วันที่ 8 กันยายน 2556 มีการแข่งขันกีฬา 27 ประเภท มี 21ประเภทแข่งขันในจังหวัดร้อยเอ็ด มี 6 ประเภทแข่งต่างจังหวัด ผลการแข่งขันที่รับรายงาน ประเภท บาสเกตบอล   ชาย นครราชสีมา ชนะเลย 20:0, มุกดาหาร ชนะ มหาสารคาม 60:61, นครพนม ชนะ หนองคาย 55:38, ขอนแก่น ชนะ  ยโสธร 77:34, ประเภท ฟุตบอล รอบก่อนรองชนะเลิศ  จำนวน 4 คู่  คู่ที่ 1    ระหว่างบุรีรัมย์ VS สุรินทร์ ปรากฏว่าเสมอกัน 2:2 ยิงลูกโทษ บุรีรัมย์ ชนะ 6 ต่อ 4, คู่ที่ 2 ขอนแก่น VS ศรีสะเกษ ปรากฏว่า ขอนแก่นชนะ 4 ต่อ 1, คู่ที่ 3 นครราชสีมา  VS ร้อยเอ็ด ปรากฏว่า นครราชสีมา ชนะ 2 ต่อ 1 และ หนองคาย  VS อุดรธานี ปรากฏว่า หนองคาย ชนะ 2 ต่อ 0 , ทีมที่ชนะทั้ง 4 ทีม จะเข้าแข่งขันรอบรองชนะเลิศ ในวันที่ 10 กันยายน 2556 คู่ที่ 1 ระหว่าง บุรีรัมย์ VS นครราชสีมา เวลา 14.00 น. ,คู่ที่ 2 ระหว่าง   ขอนแก่น  VS หนองคาย  เวลา 16.00 น. ที่ สนามกีฬากลางจังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งสองคู่

 ประเภทวอลเลย์บอลในร่ม ชาย   สกลนคร ชนะ หนองคาย 3:0, ,หญิง ขอนแก่น   ชนะ กาฬสินธุ์ 3:0 , ชาย ร้อยเอ็ด ชนะ ศรีษะเกษ 3:1, ขอนแก่น   ชนะ กาฬสินธุ์ 3:0,ประเภทวอลเลย์บอลชายหาดชาย นครพนม1 แพ้ ร้อยเอ็ด 0:2,ชาย ร้อยเอ็ด1 ชนะ อุดรธานี1 2:0, หญิง ร้อยเอ็ด2 ชนะ ร้อยเอ็ด1 2:0,หญิง กาฬสินธุ์2 แพ้ มหาสารคาม1 0:2,หญิง กาฬสินธุ์1 ชนะ มหาสารคาม2 2:0,

สรุปเหรียญการแข่งขัน นครราชสีมา 58 ทอง 33 เงิน 14 ทองแดง รวม 105 เหรียญ
อุบลราชธานี 28 ทอง 14 เงิน 20 ทองแดง รวม 62 เหรียญ
ศรีสะเกษ 15 ทอง 17 เงิน 14 ทองแดง รวม 46 เหรียญ
ขอนแก่น 15 ทอง 25 เงิน 28 ทองแดง รวม 68 เหรียญ
ร้อยเอ็ด 10 ทอง 5 เงิน 4 ทองแดง รวม 19  เหรียญ
มหาสารคาม 17 ทอง 19 เงิน 9 ทองแดง รวม 45 เหรียญ
อำนาจเจริญ รวม 8 ทอง 6 เงิน 6 ทองแดง รวม 20 เหรียญ
สกลนคร 7 ทอง 3 เงิน 7 ทองแดง รวม 17 เหรียญ
อุดรธานี 10ทอง 13 เงิน 13 ทองแดง รวม 36 เหรียญ
สุรินทร์ 7 ทอง 11 เงิน 10 ทองแดง รวม 28 เหรียญ
เลย 6 ทอง 1 เงิน 1 ทองแดง รวม 8 เหรียญ
หนองคาย 6ทอง 7 เงิน 2 ทองแดง รวม 15 เหรียญ
ชัยภูมิ 2 ทอง 4 เงิน 5 ทองแดง รวม 11 เหรียญ
ยโสธร 1 ทอง 8 เงิน 15 ทองแดง รวม 24 เหรียญ
บุรีรัมย์ 2 ทอง 6 เงิน 7 ทองแดง รวม 15 เหรียญ
บึงกาฬ 2 ทอง 1 เงิน 4 ทองแดง รวม 7 เหรียญ
หนองบัวลำภู 4 เงิน 4 ทองแดง รวม 8 เหรียญ
นครพนม  4 ทอง 6 เงิน 5 ทองแดง รวม 15 เหรียญ
มุกดาหาร 2 ทอง 1 เงิน 0 ทองแดง..




คมกฤช  พวงศรีเคน/ข่าว/ภาพ
กมลพร  คำนึง/บก.ข่าว
9 ก.ย. 58

เทควัดโดร้อยเอ็ด แชมป์ ห้าเหรียญทอง เป็นตัวแทนภาค 3 เข้าชิงสุพรรณบุรีเกมส์

ครูผู้ฝึกสอนนักกีฬาเทควัดโด  เผยนักกีฬาเทควัดโดร้อยเอ็ด ได้แชมป์ กีฬาแห่งชาติครั้งที่ 42 "ร้อยเอ็ดเกมส์” ตัวแทนภาค 3 เตรียมเข้าชิงการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ "สุพรรณบุรีเกมส์” ต้นปีหน้า

นายศักดิ์เดชน์  เศษฐนันนท์   ครูผู้ฝึกสอนนักกีฬาเทควัดโด  โรงเรียนกีฬาท้องถิ่นจังหวัดร้อยเอ็ด  ระบุว่าการแข่งขัน กีฬาเทควัดโด ในการแห่งชาติครั้งที่ 42 ตัวแทนภาค 3 "ร้อยเอ็ดเกมส์” รอบชิงชนะเลิศ   ในวันที่ 8 กันยายน 2556 ณ สนามวิทยาลัยการอาชีพร้อยเอ็ด ผลปรากฏว่านักกีฬาเทควัดโดรร้อยเอ็ด ได้แชมป์ 5 เหรียญทอง เป็นลูกหลานชาวร้อยเอ็ด ได้แก่ 1.นายทอแสง เทียนรัตนโสภณ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย และอีก 4 เหรียญทองจากโรงเรียนกีฬาท้องถิ่นจังหวัดร้อยเอ็ดได้แก่ 1.นายสุนทร นุชิตภาพ 2.เด็กหญิงรัชนีกร  สูนประหัต 3.นายธนากร สีลา 4. นางสาวกุลธิดา  บุญสาร  รวม 5 เหรียญทอง  นอกจากนี้นักกีฬาเทควัดโดจากโรงเรียนกีฬาท้องถิ่นจังหวัดร้อยเอ็ด ยังได้อีก 2 เหรียญเงิน ได้แก่.นางสาวศุภกาญจน์  โปรดบำรุง และนายเขวัน   ทะเฮรี  นักกีฬาที่ได้แชมป์เหรียญทองจะได้เป็นตัวแทนภาค 3 จาก 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 42 สุพรรณบุรีเกมส์ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ต้นปีหน้า อย่างแน่นอน

ส่วนผลการแข่งขันฟุตบอลรอบก่อนรองชนะเลิศ  จำนวน 4 คู่  คู่ที่ 1    ระหว่างบุรีรัมย์ VS สุรินทร์ ปรากฏว่าเสมอกัน 2:2 ยิงลูกโทษ บุรีรัมย์ ชนะ 6 ต่อ 4, คู่ที่ 2 ขอนแก่น VS ศรีสะเกษ ปรากฏว่า ขอนแก่นชนะ 4 ต่อ 1, คู่ที่ 3 นครราชสีมา  VS ร้อยเอ็ด ปรากฏว่า นครราชสีมา ชนะ 2 ต่อ 1 และ หนองคาย  VS อุดรธานี ปรากฏว่า หนองคาย ชนะ 2 ต่อ 0 , ทีมที่ชนะทั้ง 4 ทีม จะเข้าแข่งขันรอบรองชนะเลิศ ในวันที่ 10 กันยายน 2556 คู่ที่ 1 ระหว่าง บุรีรัมย์ VS นครราชสีมา เวลา 14.00 น. ,คู่ที่ 2 ระหว่าง   ขอนแก่น  VS หนองคาย  เวลา 16.00 น. ที่ สนามกีฬากลางจังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งสองคู่  ขอเชิญท่านที่ชื่นชอบกีฬาฟุตบอลร่วมรับชมได้ในวันและเวลา ดังกล่าว




คมกฤช  พวงศรีเคน  / ข่าว
กมลพร  คำนึง  / บก.ข่าว
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด  043-52717
9 ก.ย. 56

มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี แถลงข่าวมหกรรมพลังเยาวชนพลังท้องถิ่น “พลังเด็กเปลี่ยนโลก” จังหวัดอุบลราชธานี

(9 ก.ย. 56 ) ที่ห้องประชุมโกมุทมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีนางนภา ศกุนตนาค รองผุ้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วย ผศ.ประชุม ผงผ่าน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ร่วมแถลงข่าวมหกรรมพลังเยาวชนพลังท้องถิ่น "พลังเด็กเปลี่ยนโลก” จังหวัดอุบลราชธานี โดยสำนักบริการวิชาการชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายการทำงานด้านเด็กและเยาวชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดขึ้น เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมขับเคลื่อนงานด้านเด็กและเยาวชนแบบบูรณาการระดับจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)การจัดมหกรรมพลังเยาวชนพลังท้องถิ่น "พลังเด็กเปลี่ยนโลก” จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการนำเสนอสรุปผลงานในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา พร้อมทั้งจัดกิจกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน จากจตุภาคี 4 คือ จังหวัด อุบลราชธานี ศรีษะเกษ -ยโสธร และจังหวัดอำนาจเจริญ และ การปาฐกถาพิเศษ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กลุ่มย่อย และมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม นอกจากนี้ยังมีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดารา การแสดงจากเยาวชนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งงานมหกรรมดังกล่าว จัดขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2556 ณ หอประชุมไพรพะยอม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ประชุมเตรียมจัดงานสดุดีท้าวคำผง

( 9 ก.ย. 56 ) ที่ห้องประชุมเพชร ชั้น 2 อาคาบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี นายสมบูรณ์ โอฬารกิจเจริญ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานประชุม ปราชญ์เมืองอุบลฯ คณาจารย์ คณะกรรมการจัดงานพิธีบวงสรวงและสดุดีวีรกรรมพระประทุมวรราชสุริยวงษ์ (เจ้าคำผง) ประจำปี 2556 และงานวันรำลึกแห่งความดี เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดงาน ระหว่างวันที่ 9 – 10 พฤศจิกายน 2556 ณ อนุสาวรีย์พระประทุมวรราชสุริยวงษ์ (เจ้าคำผง) บริเวณทุ่งศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้ ประชาชน ทุกภาคส่วนในจังหวัดอุบลราชธานีได้รำลึกถึงพระประทุมวรราชสุริยวงษ์ (เจ้าคำผง) ผู้ก่อตั้งจังหวัดอุบลราชธานี และมีความเจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ ตลอดจนเผยแพร่เกียรติคุณผู้เสริมสร้างความรักและภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง โดยภายในงานวันที่ 10 พฤศจิกายน 2556 มีกิจกรรมมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีสักการะบูชาพระเจ้าใหญ่องค์หลวง พิธีบวงสรวงและอัญเชิญดวงวิญญาณเจ้าคำผง ขบวนแห่สดุดีวีรกรรม พิธีวางขันหมากเบ็ง การแสดงสมโภช และการแสดงนิทรรศการต่างๆ นอกจากนี้จะมีการจัดงานวันรำลึกแห่งความดี วางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์แห่งความดี ในโอกาสนี้ ขอเชิญลูกหลานชาวอุบลราชธานี ร่วมสดุดี รำลึกถึงคุณงามความดี และสืบสานธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีสืบต่อไป



จักรกฤษณ์ มาลาสาย/ข่าว
ทองปัก ทวีสุข/ภาพ

คณะกรรมการตรวจประเมิน 5 ส. จังหวัดมหาสารคาม ตรวจผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการ

คณะกรรมการตรวจประเมินผลโครงการสำนักงานน่าอยู่โดยหลักการ 5 ส. ออกตรวจประเมินผลการดำเนินงานของส่วนราชการ หวังส่งเสริมการปรับสภาพแวดล้อมให้สถานที่ทำงานน่าอยู่ น่าทำงาน สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ กำหนดประกาศและมอบรางวัลในวันประชุมส่วนราชการเดือนกันยายน นี้

นายณัฐชัย โง้วศิลปศาสตร์ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ สำนักงานจังหวัดมหาสารคาม นำคณะกรรมการตรวจประเมินผลโครงการสำนักงานน่าอยู่โดยหลักการ 5 ส. จังหวัดมหาสารคาม ออกตรวจประเมินผลการดำเนินงานของส่วนราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้งที่ตั้งอยู่ภายในศาลากลางและหน่วยงานที่มีสำนักงานอยู่ภายนอก หลังจากที่จังหวัดมหาสารคาม ได้ประกาศเชิญชวนให้ทุกส่วนราชการร่วมโครงการ พร้อมจัดกิจกรรม 5 ส. Big Cleaning Day ไปแล้วเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อให้ทุกส่วนราชการได้มีการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้น่าอยู่ น่าทำงาน ส่งเสริมกระบวนการการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ ทำให้บุคลากรมีคุณภาพ มีความรู้ ความเข้าใจ มีวินัยในการปฏิบัติงาน อันจะเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ

สำหรับเกณฑ์การประเมินตามโครงการสำนักงานน่าอยู่โดยหลักการ 5 ส. จังหวัดมหาสารคาม จะเน้นการทำงานด้วยหลักการ 5 ส. คือ สะสาง สะดวก สะอาด สร้างมาตรฐาน สร้างวินัย โดยกำหนดมอบโล่และเกียรติบัตรหน่วยงานที่มีผลงานดีเยี่ยมและดีเด่น ทั้งที่มีที่ตั้งในศาลากลางจังหวัดและภายนอก ในวันประชุมส่วนราชการประจำเดือนกันยายน นี้



ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว

สุภาพบุรุษพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด จังหวัดมหาสารคาม พร้อมทำความดี บริการสังคม

ตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ปิดการอบรมโครงการสุภาพบุรุษพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ปี 2556 ขณะที่เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย พร้อมทำความดี จัดตั้งเป็นกลุ่มเยาวชนอาสาพลังแผ่นดินเพื่อทำกิจกรรมบริการสังคม

ที่หอประชุมวิทยาลัยเกษตรกรรมและเทคโนโลยีจังหวัดมหาสารคาม  พล.ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เยาวชนผู้ผ่านการอบรมตามโครงการสุภาพบุรุษพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ปี 2556 ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในแผนปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดอย่างยั่งยืน ในแผนงานที่ ๓ การสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติด ของตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม โดยกำหนดจัดอบรมระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม – 8 กันยายน 2556 มีผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 50 คน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนกลุ่มเสี่ยงให้เป็นพลังในการพัฒนาสร้างสรรค์สังคม ส่งเสริมกลุ่มเยาวชนให้ทำกิจกรรมบริการสังคม และพัฒนาชุมชน

ด้านเยาวชนที่เข้ารับการอบรมในค่าย สุภาพบุรุษพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ปี 2556 จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า พร้อมที่ปรับเปลี่ยนตนเองโดยไม่หันไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด นำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว และพร้อมที่จะร่วมเป็นกลุ่มเยาวชนอาสาพลังแผ่นดินเพื่อทำกิจกรรมบริการสังคมต่อไป




ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว

รายงานพิเศษ....มหาสารคามกำหนดพื้นที่อำเภอชื่นชมเป็นเกษตรโซนนิ่ง ดันอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้เกษตรกร

ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม ปี 2557 ได้ปรับพื้นที่เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยกำหนดพื้นที่บางส่วนกว่า 6,000 ไร่ ในเขตอำเภอชื่นชม เป็นเกษตรโซนนิ่ง เน้นการปลูกอ้อยป้อนโรงงาน สร้างรายได้ ปรับพื้นฐานด้านเศรษฐกิจให้เกษตรกร…ติดตามได้จากรายงาน

จากนโยบายการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมหรือเกษตรโซนนิ่ง ที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการจัดระเบียบพื้นที่ทางการเกษตรที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมอบหมายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมบูรณาการกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ และภาคอุตสาหกรรม ในการพัฒนาศักยภาพพื้นที่ที่ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แต่ได้ผลผลิตต่ำ ได้ปรับการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ สำหรับจังหวัดมหาสารคาม จากการสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวทั้งจังหวัดพบว่า มีประมาณกว่า 2 ล้านไร่ แต่สามารถปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพอยู่เพียง 1 ล้านไร่เศษ ส่วนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการปลูก เช่น เป็นพื้นที่นาดอน มีดินปนทราย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 แสนไร่ ดังนั้น จังหวัดมหาสารคาม จึงได้วางแนวทางในการปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ปี 2557 ในด้านการเกษตร ด้วยการปรับพื้นที่กว่า 3 แสนไร่ดังกล่าว หันไปปลูกพืชทางเลือกอื่นทดแทน

นายนพวัชร สิงห์ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ในการปรับพื้นที่เพื่อหันไปปลูกพืชทางเลือก เป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต จากที่เคยปลูกข้าว ให้หันมาปลูกพืชเหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นการปลูกอ้อย ป้อนโรงงาน ซึ่งทางจังหวัดจะได้สำรวจและส่งเสริมเกษตรกรต่อไป

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกข้าวให้ได้คุณภาพได้นั้น จังหวัดมหาสารคาม ได้กำหนดพื้นที่ส่วนหนึ่งประมาณ 6,000 ไร่ ของอำเภอชื่นชม ส่งเสริมให้มีการปลูกอ้อย เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่สามารถปลูกอ้อยที่ได้คุณภาพดีอยู่แล้ว อีกทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่มีประสบการณ์ และจังหวัดได้จัดหาแหล่งกระจายผลผลิตเข้าสู่โรงงานน้ำตาลทั้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงไว้แล้ว เชื่อมั่นว่าการปลูกอ้อยป้อนโรงงานจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม แม้จะกำหนดพื้นที่เกษตรกรรมหรือเกษตรโซนนิ่งในการปลูกอ้อยทดแทนบางส่วน แต่สำหรับการปลูกข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ จังหวัดมหาสารคาม ยังมีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องโดยเน้นการปรับเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรให้สามารถปลูกข้าวพันธุ์ดี มีคุณภาพ ขายได้ราคาสูง เป็นที่ต้องการของตลาด




ชนกพร โพธิสาร สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมหาสารคาม.../รายงาน

ประกาศผลการคัดเลือกพ่อตัวอย่างแห่งชาติ จังหวัดมหาสารคาม ปี 2556

คณะกรรมการการคัดเลือกพ่อตัวอย่างจังหวัดมหาสารคาม ปี 2556 ประกาศผลการคัดเลือกพ่อตัวอย่างแห่งชาติ โดยพิจารณาคัดเลือกพ่อตัวอย่างที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดที่ เพื่อเข้ารับ เกียรติบัตรจากผู้แทนพระองค์ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2556 ณ อาคารใหม่สวนอัมพร กรุงเทพฯ

นายธวัช สุระบาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ตามที่จังหวัดมหาสารคาม ได้แจ้งให้ส่วนราชการ หน่วยงาน และอำเภอ พิจารณาคัดเลือกพ่อตัวอย่างที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ส่งประวัติให้คณะกรมการคัดเลือกพ่อตัวอย่างจังหวัดมหาสารคาม ปี 2556 ได้พิจารณาคัดเลือก โดยคุณสมบัติของพ่อตัวอย่างมีเกณฑ์พิจารณาทั้งหมด 12 ข้อ คือ มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ , มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตย , ต้องมีอายุตังแต่ 50 ปี ขึ้นไป , มีภรรยาคนเดียว จำนวนบุตร - ธิดาไม่จำกัด , เป็นครอบครัวที่อยู่รวมกันอย่างสันติ ไม่แตกแยก , ส่งบุตร – ธิดา ให้ได้รับการศึกษาไม่ทอดทิ้ง , บุตร – ธิดา ประกอบอาชีพสุจริต , เป็นผู้มีความเสียสละ บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม , เป็นผู้ประพฤติและปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมอันดี , ไม่เคยต้องโทษทางคดีอาญา (ยกเว้นลหุโทษ) ,ประกอบสัมมาชีพโดยสุจริตเป็นหลักฐาน , ไม่เป็นผู้มัวเมาการพนัน และลุ่มหลงในอบายมุข , ไม่เป็นผู้ที่ดื่มสุราเป็นอาจิณ

ผลการพิจารณาปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นพ่อตัวอย่างจังหวัดมหาสารคาม ปี 2556 สมควรได้รับเกียรติบัตรเป็นพ่อตัวอย่างจำนวน 2 ราย ประกอบด้วย นายสมบัติ ทองไกรรัตน์ อายุ 75 ปี อาชีพค้าขาย หมู่ 1 ตำบลปะหลาน อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย และ นายสมชาย วงศ์เกษม อายุ 66 ปี รับราชการตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นพ่อตัวอย่างจังหวัดมหาสารคาม ปี 2556 จะได้เข้ารับเกียรติบัตรจากผู้แทนพระองค์ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2556 ณ อาคารใหม่สวนอัมพร กรุงเทพมหานคร



ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว

แผนชุมชน จาก 407 หมู่บ้าน ได้รับการรับรองเป็นแผนชุมชนคุณภาพของจังหวัดกาฬสินธุ์ ปี 2556

เช้าวันนี้ (9 กันยายน 2556) ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ นายประเสริฐ ลือชาธนานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรับรองมาตรฐานแผนชุมชนและคณะทำงานประเมินมาตรฐานแผนชุมชนจังหวัดกาฬสินธุ์ ประจำปี 2556 ซึ่งการประเมินรับรองในปีนี้ผ่าน 407 หมู่บ้าน

นายดำรง โคตรพัฒน์ กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนและจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มีการส่งเสริมให้ทุกชุมชน หมู่บ้าน มีการจัดทำแผนชุมชน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 คลอบคลุมทุกหมู่บ้าน ชุมชน ต่อมาในปี พ.ศ. 2553, 2554, 2555 จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เปิดรับสมัครหมู่บ้านชุมชนที่พร้อมจะให้จังหวัดประเมินแผนชุมชน เพื่อที่จะมุ่งสู่แผนชุมชนคุณภาพ พร้อมที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ ท้องที่ใดนำไปปรับใช้ในการบริหารงบประมาณต่อไป

สำหรับ ปี พ.ศ. 2553 มีหมู่บ้าน ชุมชน ผ่านการรับรองมาตรฐานแผนชุมชน จำนวน 217 หมู่บ้าน ปี พ.ศ. 2554 จำนวน 447 หมู่บ้าน, ปี พ.ศ. 2555 จำนวน 483 หมู่บ้าน และ ปี พ.ศ. 2556 จำนวน 407 หมู่บ้าน

ทั้งนี้ หมู่บ้าน ชุมชน ที่ได้รับการรับรองแผนจากจังหวัดแล้ว สามารถที่จะเป็นแผนตัวอย่างให้กับหมู่บ้าน ชุมชนอื่น ได้เรียนรู้และนำเสนอแผนชุมชนในปีต่อไป



วิภาดา รัตนโรจนา / ข่าว

สถาบันออกแบบและนวัตกรรม กรมการค้าระหว่างประเทศอบรมผู้ประกอบการผ้าพื้นเมืองอีสานสู่แฟชั้นนานาชาติ

สถาบันการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อการค้า อบรมเข้มผู้ประกอบการผ้าพื้นที่เมืองภาคอีสาน หวังยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยสู่ตลาดแฟชั่นระดับนานาชาติ

ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานเปิดการอบรมออกแบบสินค้าแฟชั่นในกลุ่มภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสถาบันส่งเสริมการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อการค้า ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระทรวงพาณิชย์ จัดขึ้น โดยมีผู้ประกอบการผ้าพื้นเมืองจาก 20 จังหวัดในภูมิภาค รวมถึงผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับการอบรมกว่า 100 คน ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ม.ล.คฑาทอง กล่าวถึงผ้าพื้นเมืองของไทยว่า ยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ด้วยเสน่ห์เฉพาะทาง และการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ โดยขณะนี้ตลาดผ้าที่เป็นวัตถุดิบ และผ้าที่ผ่านการแปรรูปนั้นกลุ่มผู้ค้าต้องการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของไทยส่งจำหน่ายในต่างประเทศจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มจังหวัดภาคอีสานนั้น ต้องยอมรับว่าผ้าไหม ผ้าฝ้าย รวมไปถึงผ้าทอมือก็เป็นที่ต้องการจำนวนมากเช่นกัน แต่ปัญหาคือ ผ้าพื้นเมืองของไทยยังขาดการออกแบบที่ทันสมัย หลากหลาย จึงต้องยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เป็นสินค้าที่เป็นได้มาตรฐานสากล เพื่อที่จะได้ทำตลาดในวงกว้างได้มากขึ้น ดังนั้น การออกแบบ หรือการดีไซน์จึงเป็นประเด็นสำคัญที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้กำหนดแผนพัฒนาขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะยกระดับ และผลักดันให้วัตถุดิบ และสินค้าที่มีอยู่ในประเทศขยายขอบเขตทางการค้า ตรงตามกับความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มจังหวัดภาคอีสาน ต้องได้รับการอบรมให้รู้จักคิด และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสให้มากขึ้น ด้วยการคิดต่าง และผลิตงานที่ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อต่อยอดมูลค่าการค้าให้แก่ชุมชนได้เพิ่มขึ้นมีผู้ประกอบการผ้าพื้นเมืองรายใหญ่ของภาคอีสาน ที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้รวมกว่า 30 ผลิตภัณฑ์



ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี ส.ปชส.ขอนแก่น

ชาวขอนแก่นเตรียมจัดงานแสดงความยินดีกับอังคาร จันทาทิพย์ นักเขียนซีไรค์ ปี 2556 ชาวจังหวัดขอนแก่น

จังหวัดขอนแก่น เตรียมจัดงานแสดงความยินดีกับ อังคาร จันทาทิพย์ นักเขียนซีไรต์ ปี 2556 ชาวอำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น มีทั้งการเสวนาวรรณกรรม การมอบช่อดอกไม้ แสดงความชื่นชมยินดี และการแสดง

เครือข่ายศิลปินภาคตะวันออกเฉียงเหนือร่วมกับชาวจังหวัดขอนแก่นทุกภาคส่วนจะได้ร่วมกันจัดงาน แสดงความยินดีกับ นายอังคาร จันทาทิพย์ นักเขียนชาวอำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ที่ได้รับรางวัลนักเขียนซีไรต์ ประจำปี 2556 โดยกำหนดจัดงานขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2556 ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุม พล.ต.อ.เภา สารสิน วิทยาลัยศึกษาการจัดการ (MBA.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยได้รับเกียรติจาก นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานการมอบช่อดอกไม้ แสดงความยินดี และกล่าวแสดงความยินดีกับนักเขียนซีไรต์ ชาวขอนแก่นในครั้งนี้ นอกจากนี้ก็จะมีอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น , ผู้อำนวยการโรงเรียนมัญจาศึกษา ซึ่ง อังคาร จันทาทิพย์ เคยศึกษาอยู่ และมีผู้มีเกียรติจากทุกองค์กรร่วมแสดงความยินดี

ประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยเพิ่มเติมว่า นอกจากจะมีการมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีกับนักเขียนซีไรต์ ปี 2556 ชาวจังหวัดขอนแก่นแล้ว ในงานก็จะมีการจัดเสวนาวรรณกรรม หัวข้อ " แรงบันดาลใจจากครูสู่ศิษย์ ก่อนคว้าซีไรต์ ” การอ่านบทกวีชื่นชมยินดี โดย ไพวรินทร์ ขาวงาม กวีซีไรต์ รุ่นพี่ การฉายวีดีทัศน์ จาก คำพูน บุญทวี ถึงกวีซีไรต์ อังคาร จันทาทิพย์ การแสดงผลงานกวี งานเขียนของ อังคาร จันทาทิพย์ การแสดงจากวิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ และการแสดงจากโรงเรียนกัลยาณวัตร จังหวัดขอนแก่น จึงขอเชิญผู้สนใจ ไปร่วมงานได้ในวันที่ 12 กันยายน 2556 ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ณ ห้องประชุม พล.ต.อ.เภา สารสิน วิทยาลัยการจัดการ (MBA) มหาวิทยาลัยขอนแก่น



สมพงษ์ ปัตตานี / ข่าว
สุรเดช / พิมพ์

จังหวัดขอนแก่นประชุมเตรียมจัดงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ปี 2556

นายวิทิต สฤษฎิชัยกุล รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า จังหวัดขอนแก่นเตรียมจัดงานเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ปี 2556 ด้วยวันที่ 21 ตุลาคม เป็นวันคล้ายพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นวันพยาบาลแห่งชาติ วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ วันอาสาสมัครไทยเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีเมตตา เสียสละต่อปวงชนชาวไทย จังหวัดขอนแก่นกำหนดจัดงาน ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ในฐานะที่พระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในการพัฒนาสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา และด้วยพระวิริยะอุตสาหะ นำสิริสุขแก่ปวงชนทุกก้าวพระบาทที่เสด็จไป สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระนามเดิมว่า สังวาลย์ (ไม่มีนามสกุล เนื่องจากพระราชบัญญัติขนานนามสกุลเริ่มมีในปี พ.ศ. 2456) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเป็นบุตรคนที่ 3 ในพระชนกชูและพระชนนีคำ ทรงมีพระภคินีและพระเชษฐา 2 คนซึ่งได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่เยาว์วัย

ปี พ.ศ. 2456 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงตัดสินพระทัยเข้าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช หลังจากสำเร็จการศึกษา ทรงได้รับการคัดเลือกให้ไปทรงศึกษาวิชาพยาบาลต่อที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ขณะที่กำลังทรงศึกษาวิชาแพทย์ปีที่ 1 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ ขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้น และเมื่อถึงวันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 ได้มีพิธีอภิเษกสมรสที่วังสระปทุม หลังจากได้อภิเษกสมรสแล้ว ทั้ง 2 พระองค์ได้ตามเสด็จด้วยกันไปประพาสเมืองต่างๆ ในทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพื่อทรงไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบันเอ็มไอที เมืองบอสตัน ส่วนสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงเรียนหลักสูตรเตรียมพยาบาลที่วิทยาลัยซิมมอนส์ เมืองบอสตัน หลังจากทั้ง 2 พระองค์ทรงจบการศึกษาแล้วจึงเสด็จไปที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนนีได้ประสูติพระราชธิดาพระองค์แรก เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามว่า หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา มหิดล สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ประสูติพระราชโอรสพระองค์แรก เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระนามว่า หม่อมเจ้าอานันทมหิดล มหิดล เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีประสูติพระราชโอรสพระองค์ที่ 2 ณ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช



ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี ส.ปชส.ขอนแก่น

น้ำเขื่อนอุบลรัตน์น้อยส่งผลเกษตรกรที่ทำนาปรังถ้าฝนไม่ตกมีผลกระทบแน่นอน

น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ น้อย ส่งผลให้การทำนาปรังของเกษตรกรอาจได้รับผลกระทบหากฝนยังไม่ลงมาเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ทางจังหวัดได้รับแจ้งจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ว่า ขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนตกชุก เกษตรกรทำการเพาะปลูกพืชฤดูฝนปี 56 เสร็จสิ้น รวมทั้งปัจจุบันปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้อยมาก แต่ต้องระบายน้ำวันละ 3 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ในการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูฝนปี 56 ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย มีพื้นที่เพาะปลูกรวมทั้งสิ้น 265,096 ไร่ ได้รับปริมาณน้ำที่จัดสรรน้อยมาก สรุปได้ว่า ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2556 จะมีร่องมรสุมจากประเทศจีนเคลื่อนตัวลงมาในพื้นที่ ส่งผลให้มีฝนตกอยู่ในเกณฑ์ 200 กว่ามิลลิเมตร แต่เป็นการตกแบบกระจายทำให้มีปริมาณน้ำที่น้อยไม่สามารถที่จะมาเติมน้ำลงในเขื่อน ได้จึงขอแนะนำให้เกษตรกรที่มีบ่อน้ำ ให้ทำการเก็บกักน้ำไว้ในช่วงเดือนดังกล่าว เพราะหลังจากเดือนกันยายน ปี 56 ผ่านไปแล้วปริมาณฝนจะตกทิ้งช่วง ซึ่งในปีนี้ปริมาณฝนอยู่ในเกณฑ์น้อยมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เกษตรกรในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ที่ทำนาปรังโดยใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ โดยเฉพาะในปีนี้เกษตรกรจำเป็นต้องงดทำนาปรัง เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการขาดน้ำในการเพาะปลูกข้าว




ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี ส.ปชส.ขอนแก่น

รัฐบาลออกมาตรการแทรกแซงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถึงธันวาคม 2556

รัฐบาล เห็นชอบมาตรการแทรกแซง ตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 56/57 กิโลกรัมละ 9 บาท ณ ความชื้น 14.5 เปอร์เซ็นต์ เริ่มกันยายน – ธันวาคม 2556 นี้

นายภานุพันธ์ กลีบเอม พาณิชย์จังหวัดชัยภูมิ แจ้งว่า ด้วย ครม. มีมติ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2556 เห็นชอบให้ดำเนินการตามมาตรการแทรกแซง ตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 56/57 โดย จังหวัดชัยภูมิ ได้อนุมัติให้สหกรณ์ เป็นผู้รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมล็ด จากเกษตรกร ณ ความชื้น 14.5 เปอร์เซ็นต์ กิโลกรัมละ 9 บาท ทั้งนี้ หากความชื้นร 30 เปอร์เซ็นต์ กิโลกรัมละ 7 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามใบรับรองเกษตรกร มีระยะเวลาดำเนินการ ระหว่างเดือนกันยายน – ธันวาคม 2556

ทั้งเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมมาตรการดังกล่าว ต้องเป็นเกษตรกร ที่มีใบรับรองระบุระยะเวลาเก็บเกี่ยว ตั้งแต่เดือนสิงหาคม – ธันวาคม 2556 ใช้สิทธิ์ได้รายละไม่เกิน 25 ตัน โดยใช้เอกสารรับรองตัวจริงเท่านั้น ซึ่งจุดรับซื้อตามโครงการ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชัยภูมิ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

สอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชัยภูมิ โทรฯ 044811549 ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป ในวัน เวลา ราชการ




สุระพงค์ สวัสดิ์ผล /ข่าว

ชัยภูมิส่งเจ้าหน้าที่ออกบริการลงทะเบียนปลูกยางพารานอกสถานที่

เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ในพื้นที่อำเภอเมืองชัยภูมิ หลังไหลไปขึ้นทะเบียน กับเจ้าหน้าที่อย่างคึกคัก หลังจัดชุดออกไปรับขึ้นทะเบียนถึงพื้นที่ พลาดโอกาสนี้ต้องไปขึ้นที่เบียนในตัวจังหวัด ซึ่งจะหมดเขต 30 กันยายน นี้

ที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ประจำตำบลท่าหินโงม อ.เมืองชัยภูมิ ตลอดทั้งวันของวันนี้ (9 ก.ย. 56 ) มีเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ในพื้นที่ตำบลท่าหินโงม หลั่งไหลไปขอขึ้นทะเบียนเกษตรกร ผู้ปลูกยางพารา อย่างคึกคัก ซึ่งนายไพจิตร ศรีไพจิตรวรกุล เกษตรอำเภอเมืองชัยภูมิ ได้จัดเจ้าหน้าที่ออกไป รับขึ้นทะเบียนนอกสถานที่ ตามโครงการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราตามโครงการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบปี 2557 เพื่ออำนวยความสะดวกกับเกษตรกร เนื่องจากแถบนี้มีเกษตรกรปลูกยางพาราจำนวนมาก ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้น พื้นที่จังหวัดชัยภูมิ มีเกษตรกรปลูกยางพารา ตามพื้นที่ต่าง ๆ กว่า 2 พันกว่าราย พื้นที่ไม่น้อยกว่า 7 หมื่น 4 พัน 849 ส่วนในพื้นที่อำเภอเมืองชัยภูมิ พื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 1 พัน 2 พันไร่ เกษตรกรประมาณ 458 ราย มากที่สุดในเขตตำบลท่าหินโหม และตำบลซับสีทอง เกษตรกรที่พลาดโอกาสในวันนี้ สามารไปขึ้นทะเบียนได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองชัยภูมิ ภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ จากนั้นจะมีการทำประชาพิจารณ์ และสำรวจเอกสารสิทธิ์ ในพื้นที่ที่มีการปลูกยางพาราจริงเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ต่อไป

ซึ่งล่าสุด นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ หรือ กนย. โดยมีนายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางพารา ที่ประชุม กนย.ยังไม่มีมติแทรกแซงราคายางพารา ยังคงให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่มีพื้นที่เพาะปลูก 25 ไร่ เพื่อให้ครอบคลุมเกษตรกรมากกว่าร้อยละ 90 โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินช่วยเหลือจากเดิมไร่ละ 1,260 บาท เป็น 2,520 บาท หรือคิดเป็นเงินสมทบ ในการดันราคายางพาราให้เพิ่มขึ้นอีก 12 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 6 บาทต่อกิโลกรัม คาดว่าต้องใช้งบประมาณ 21,200 ล้านบาท มีผลตั้งแต่ 1 กันยายน 2556 ถึง 31 มีนาคม 2557 และจะนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้(10 ก.ย.)พร้อมประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)และธนาคารออมสิน ดูแลวงเงินสินเชื่อให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ตามความเหมาะสมต่อไป



สุระพงค์ สวัสดิ์ผล /ข่าว

ชัยภูมิ ติวเข้มสถานประกอบการ จ้างงานคนพิการ รองรับ AEC

จังหวัดชัยภูมิ เร่งส่งเสริมให้เจ้าของสถานประกอบการ จ้างแรงงานคนพิการ เข้าทำงาน ตามกฎหมายกำหนด เพื่อเตรียมรับเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน ในปี 2558 หากยังเพิกเฉย จะถูกกีดกันทางการค้า

โดยที่ผ่านมา สถานประกอบการในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ที่เข้าข่ายต้องปฎิติตาม พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 ว่าด้วยการจ้างงานคนพิการ จำนวน 30 แห่ง ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการปฎิบัติตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการรับคนพิการเข้าทำงาน ตามมาตร 33 หรือส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ตามาตร 34 ทำให้คนพิการที่มีความรู้ ความสามารถ ไม่ได้รับโอกาสในการทำงาน หรือประกอบอาชีพ สำนักงานพัฒนาสังคมจังหวัดชัยภูมิ โดยนายธรสุนทร สว่างสาลี พัฒนาสังคมจังหวัดชัยภูมิ จึงจัดโครงการส่งเสริมการจ้างงานคนพิการขึ้น เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2556 ที่โรงแรมสยามรีเวอร์ รีสอร์ท มีนายพรศักดิ์ เจียรณัย ผวจ.ชัยภูมิ เปิดงาน เป้าหมาย นายจ้างสถานประกอบการ และผั้แทนกลุ่มคนพิการ จำนวน 70 คน หวังจุดประกายให้ เกิดการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน ปี 2558

นายพรศักดิ์ เจียรณัย ผวจ.ชัยภูมิ กล่าวว่า พรบ.ดังกล่าว มีจตนารมณ์ เพื่อคุ้มครองให้คนพิการมีงานทำ หรือประกอบอาชีพ โดยไม่เลือกปฎิบัติ ที่ไม่เป็นธรรม เพราะเหตุแห่งสภาพทางกาย หรือสุขภาพ จึงกำหนดให้หน่วยงานของรัฐ และนายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการ ต้องรับคนพิการเข้าทำงาน รวมถึงเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในอนาคต เรื่องเหล่านี้ จะส่งผลถึงการประกอบกิจการ เมื่อถึงเวลาเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน ปี 2558 หากไม่ดำเนินการ จะถูกกีดกันทางการค้า ทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ จากนี้ต่อไป ได้กำชับให้หน่วยงานของรัฐ เอาจริง เอาจังกับเรื่องนี้ อย่างจริงจังต่อไป




สุระพงค์ สวัสดิ์ผล /ข่าว

ชัยภูมิโชคดี ตรวจสอบแล้ว ไม่เป็นยาผิดซอง แต่ก็ต้องเร่งตามยาคืนตรวจสอบละเอียด

ชาวชัยภูมิ โชคดี ได้รับยาถูกต้อง ไม่ได้เป็นยาผิดซอง ตามที่เป็นข่าว ภายหลังถูกระบุ ว่า โรงพยาบาลภูเขียว จ.ชัยภูมิ ติด 1 ใน 7 แห่ง ที่รับยาในล๊อตนี้

จากการที่ องค์การเภสัชกรรม ออกมาระบุว่า เกิดปัญหาบรรจุยาสลับซอง ของยาไอโซซอร์ไบด์ ไดไนเตรต (Isosorbide dinitrate) ซึ่งเป็นยาขยายหลอดเลือด ใช้รักษาผู้ป่วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และยาแอมโลดิปีน (Amlodipine) สำหรับลดความดันโลหิตสูง โดยระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น อยู่ระหว่างกระบวนการผลิต เกิดการบรรจุสลับกัน โดยยาล็อตดังกล่าวมีจำนวน 6 แสนเม็ด กระจายไปยังโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) 7 แห่ง คือ 1.รพ.มะการักษ์ จ.กาญจนบุรี 2.รพ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ 3.รพ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ 4.รพ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี 5.รพ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี 6.รพ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และ 7.รพ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้น

ในส่วนจของจังหหวัดชัยภูมิ วันนี้ 9 ก.ย. 56 นายชูรัตน์ คูสกูลรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า ในล๊อตนี้ ชัยภูมิได้รับยา แอมโลดิปีน (Amlodipine) ขนาด 5 มิลลิกรัม และยาไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรต (Isosorbide dinitrate) ขนาด 10 มิลลิกรัม โดยส่งไปที่โรงพยาบาลภูเขียว จำนวน 1 แสนเม็ด ได้จ่ายเพื่อใช้ในห้องยาโรงพยาบาล 12,000 เม็ด และจ่ายให้โรงพยาบาลประจำตำบล (รพ.สต.) จำนวน 15,000 เม็ด ยังเหลือในสต๊อก 73,000 เม็ด หลังจากตรวจพบปัญหา ทางองค์การเภสัชกรรม ได้เรียกคืนทั้งหมดแล้ว ส่วนผู้ป่วยที่รับยาไปแล้ว ที่โรงพยาบาลภูเขียว มีจำนวน 77 ราย ขณะนี้ติดตามผู้ป่วยไดแล้ว 21 ราย ในส่วนของ รพ.สต. ได้เรียกคืนแล้ว 21 ราย รวม 42 ราย ยังเหลืออีก 28 ราย ได้เร่งติดตามอย่างใกล้ชิดแล้ว ในเบื้องต้น ทางองค์การเภสัชกรรม ได้ตรวจสอบยาที่โรงพยาบาลภูเขียวแล้ว พบว่า ไม่มีมียาผิดปกติตามที่เป็นข่าว อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดเก็บยาจากคืนไข้ที่อีกอีกให้หมด เพื่อส่งตรวจสอบต่อไป




สุระพงค์ สวัสดิ์ผล /ข่าว

เมื่อไทยเข้าอาเซียนเเล้ว จะเกิดอะไรบ้าง?

คิดว่าเข้าอาเซียนเเล้วจะดีไหม จะมีผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง มาเเชร์ความคิดเห็นกันหน่อยนะคะ โดยจุดประสงค์ของอาเซียน คือ

(1) การทำการค้าเสรีระหว่างประเทศสมาชิก
ถ้าสำเร็จ ก็คือ จะมีสินค้าราคาถูก คุณภาพดีไหลเวียนกันมากขึ้น
การคมนาคมและโลจิสติกส์ก็เกิดขึ้นมาก
เนื่องจากกำแพงหรือแนวรั้วประเทศได้ถูกทำให้ลดต่ำลง เพื่อให้ทั้งคนและของเดินทางได้ง่ายขึ้นค่ะ

อันนี้จะว่าดีก็ดี จะว่าเสียก็เสีย เพราะถ้าไทยเราสู้การผลิตของประเทศไหนไม่ได้
ก็มีปัญหาว่า จะต้องเสียดุลการค้าให้เขาไป ซึ่งถ้าเสียดุลการค้ารุนแรงและปรับตัวไม่ทัน
การคลังของประเทศก็จะประสบปัญหาล้มละลายได้ ส่วนที่ว่าดี คือ เป็นโอกาสให้เราขายของได้ง่ายขึ้น เช่น ชิ้นส่วนคอมฯ รถกระบะ เป็นต้น โดยไม่ต้องเสียภาษีเลย

สำหรับคนนั้น มีการคาดกันมากว่าจะเกิดการสมองไหล
คือ คนเก่งของไทยจะไหลไปอยู่ประเทศที่ให้ค่าจ้างงามกว่า
แต่ก็เชื่อว่า อันนี้ก็อาจไม่เสมอไป เพราะคนไทยไม่นิยมการย้ายที่อยู่สักเท่าไหร่
ส่วนใหญ่จะย้ายเฉพาะภายในเขตใกล้ๆ
ที่แน่ๆ อนาคต และตอนนี้แรงงานต่างด้าวก็เข้าไทยเยอะอยู่แล้ว ต่อไปก็คงเยอะขึ้นอีก จนกว่าประเทศของเขาจะมีการลงทุนมากหรือให้ค่าแรงดีกว่า หรืออยากได้แรงงานที่มีคุณภาพและให้ค่าแรงสูงขึ้นนั่นเอง

(2) ประเทศสมาชิกจะร่วมมือกันเป็นภาคีเพื่อต่อรองกับตลาดโลก
เช่น ยางพารา,ข้าว ที่อาเซียนผลิตได้มากมายและเป็นตลาดหลักของโลก
ก็สามารถที่จะทำแบบ OPEC ได้ คือ เมื่อราคาต่ำก็ร่วมกันหยุดส่งออก
เมื่อราคาสูงขึ้น ก็จัดการส่งออกแบบได้กำไรมากขึ้น
แต่วิธีนี้ข้อจำกัดสูง เพราะสินค้าเกษตรแบบนี้เก็บได้ยาก
จะเกิดความสูญเสียคุณภาพได้ง่าย และอีกประการหนึ่ง คือ
เราต้องพึ่งพาต่างประเทศอยู่มาก
ดังนั้นการทำร้ายคู่ค้าก็เสมือน การทำร้ายตัวเองไปในตัว เช่นกัน



ข้อมูลจาก : http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20130429001712AAoOmHV

จังหวัดนครราชสีมา เปิดโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูลำตะคอง

วันนี้ (9 ก.ย. 56) เวลา 10.00 น. ที่ลานหน้าศาลเจ้าพ่ออร่าม ม.1 ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในการเปิดโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูลำตะคอง โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้า ประชาชน นักเรียน และนักศึกษา ร่วมกิจกรรมกว่า 500 คน ทั้งนี้การจัดโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูลำตะคอง อ.สีคิ้ว จัดขึ้นตามนโยบายของจังหวัดนครราชสีมา ที่ต้องการอนุรักษ์และฟื้นฟูลำน้ำสายหลัก เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อแก้ไขปัญหาปริมาณออกซิเจน ให้ลำน้ำกลับมาใสสะอาด และมีคุณภาพ รวมทั้งเพื่อเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์ริมเส้นทางชลประทาน ของลำน้ำละตะคอง ในเขตชุมชน ให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตลอดจน เพื่อปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ลำน้ำลำตะคองแก่ผู้อาศัยริมน้ำอันจะเป็นประโยชน์ในการดูแลรักษาลำตะคองอย่างยั่งยืน โดยกิจกรรมกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9- 13 กย 2556 นี้ สำหรับกิจกรรมภายในงานได้มีการมอบพันธุ์ และพันธุ์ปลาให้ผู้นำชุมชนในพื้นที่ ต.คลองไผ่ การร่วมกันกำจัดวัชพืช ผักตบชวา ที่กีดขวางการไหลของน้ำตลอด 2 ฝั่งคลอง นอกจากนี้ ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ยังได้นั่งเรือท้องแบน ร่วมกับ หัวหน้าส่วนราชการ เพื่อชมวิวทิวทัศน์ ตลอด 2 ฝั่งคลองลำตะคอง อีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

มมร.ร้อยเอ็ด จัดการแข่งขันการขับร้องทำนองสรภัญญะเพื่อการอนุรักษ์ประเพณีอีสานและส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม

มมร.ร้อยเอ็ด จัดการแข่งขันการขับร้องทำนองสรภัญญะเพื่อการอนุรักษ์ประเพณีอีสานและส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ 8 กันยายน 2556  นายสมศักดิ์  ขำทวีพรหม  ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดโครงการอนุรักษ์ประเพณีขับร้องทำนองสรภัญญะ ประจำปี 2556 ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด โดยการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์  ดร.สุรพันธ์  สุวรรณศรี  ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ อนุรักษ์ส่งเสริมประเพณีขับร้องทำนองสารภัญญะให้คงอยู่ตลอดไป, สนับสนุนการมีส่วนร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยกับคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนประชาชนในท้องถิ่น ร่วมสืบสานประเพณีขับร้องทำนองและการประกวดสรภัญญะและเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นอีสานให้เป็นวัฒนธรรมของชาติในโอกาสต่อไป

นายสมศักดิ์  ขำทวีพรหม  ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้นับว่าเป็นการส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม  ข้าราชการประชาชน นักเรียน นักศึกษา ในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2556 เพื่อเป็นปัจจัยในการพัฒนาประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปและยกระดับคุณธรรมจริยธรรมให้สูงขึ้น สมควรที่ทุกภาคส่วนให้การร่วมมือส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจัง

กิจกรรมในวันนี้ มีการประกวดร้องทำนองสรภัญญะ ประเภทประชาชนทั่วไป, ประเภทนักเรียน นักศึกษาและการประกวดแข่งขันกลองยาวพื้นบ้าน  นอกจากนี้ยังมีการออกบูธโชว์ รูปแบบบ้านเรือนและความเป็นอยู่แบบแบบโบราณ  การดำรงชีวิตการทำงานภายในครัวเรือน ของราษฎรชาวอีสานเหนือ,อีสานใต้  และชาวผู้ไท อีกด้วย จัดกิจกรรมโครงการระหว่างวันที่ 7 – 8 กันยายน 2556 ณ  มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด ต.ดงลาน อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด




คมกฤช  พวงศรีเคน  ข่าว/ภาพ
กมลพร  คำนึง  บก.ข่าว
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดร้อยเอ็ด  043-527117

ทีมเซปัคตะกร้อหญิง จ.ร้อยเอ็ด แชมป์ตัวแทนภาค 3 เข้าชิงสุพรรณบุรีเกมส์

ผู้จัดการทีมเซปัคตะกร้อหญิง เผยทีมเซปัคตะกร้อหญิง จ.ร้อยเอ็ด ได้แชมป์ กีฬาแห่งชาติครั้งที่ 42 รอบคัดเลือกตัวแทนภาค 3 "ร้อยเอ็ดเกมส์” เตรียมเข้าชิงการแข่งขันกีฬาฯ "สุพรรณบุรีเกมส์” ต้นเดือนมกราคม ศกนี้

นายชูศักดิ์  ปะภาศรี ผู้จัดการทีมเซปัคตะกร้อหญิง จ.ร้อยเอ็ด/ผู้อำนวยการโรงเรียนสุวรรณภูมิวิทยาลัย อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ระบุว่า การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 คัดเลือกตัวแทนภาค 3 "ร้อยเอ็ดเกมส์” ระหว่างวันที่ 2 – 12 กันยายน 2556 ที่ จ.ร้อยเอ็ด ครั้งนี้ ปรากฏว่าทีมเซปัคตะกร้อหญิง ได้แชมป์เหรียญทอง เป็นตัวแทนภาค 3 ของ 20 จังหวัดภาคอีสาน เข้าชิงการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 "สุพรรณบุรีเกมส์”  ที่ จ.สุพรรณบุรี 5 – 15 มกราคม ศกนี้ แน่นอน ซึ่งทีมเซปักตะกร้อหญิงดังกล่าว เป็นลูกหลานชาวจังหวัดร้อยเอ็ด และคาดหวังว่าทีมเซปักตะกร้อหญิงร้อยเอ็ดแชมป์การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ "สุพรรณบุรีเกมส์” แน่นอน

ทีมเซปักตะกร้อหญิง จ.ร้อยเอ็ด นายสิทธิ์ แก้วคำไสย์ เป็นโค้ช และนายวันฉัตร ชาติประเสริฐ ผู้ช่วยโค้ช และนายชัยรัตน์ อิสรากุล ผู้ควบคุมทีม ทีมดังกล่าวเคยชนะการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ประเภททีมเดี่ยว 5 สมัยติดต่อกัน มีนักกีฬาที่เป็นตัวโดดเด่น น.ส.ปริมประภา แก้วคำไสย์ น.ส.สุวนันท์ แก้วคำไสย์ และน.ส.ธัญญารัตน์ สีน้ำคำ และสนามแข่งขันที่ จ.ร้อยเอ็ด เคยสร้างนักกีฬาทีมชาติ คือ น.ส.นิตินัดดา แก้วคำไสย์  เซปักตะกร้อ อดีตทีมชาติไทย ที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดร้อยเอ็ดและประเทศไทย หรือฉายาเพชรฆาตเงียบ




กมพล คำนีง/ข่าว
8 ก.ย. 56

โคราชยังครองเจ้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 รอบคัดเลือกตัวแทนภาค 3 “ร้อยเอ็ดเกมส์” 52 เหรียญทอง ตามด้วยอุบลราชธานี 27 เหรียญทอง ร้อยเอ็ดเจ้าภาพรั้งอันดับที่ 5 ได้ 9 เหรียญทอง

วันนี้ (8 ก.ย. 56) เวลา 09.10 น. ณ ศูนย์บริการสื่อมวลชน การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 รอบคัดเลือกตัวแทนภาค 3 "ร้อยเอ็ดเกมส์”  ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดร้อยเอ็ด สนามกีฬากลางจังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด นายปราโมทย์  เอกก้านตรง ผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดร้อยเอ็ด  ร่วมกับ ดร.พรชัย ผาดไธสง รองอธิการมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ได้ร่วมแถลงข่าวสรุปผลการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 รอบคัดเลือกตัวแทนภาค 3 "ร้อยเอ็ดเกมส์”  โดยผู้อำนวยการการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดร้อยเอ็ด ได้สรุปตารางเหรียญการแข่งขันฯ ประจำวันที่ 7 กันยายน 2556 ตามลำดับปรากฏว่า จังหวัดนครราชสีมายังคงเป็นจังหวัดเจ้าเหรียญทอง ได้ 52 เหรียญทอง 24 เหรียญเงิน 7 เหรียญทองแดง รวม 83 เหรียญ ลำดับที่ 2 ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ได้ 27 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน 19 เหรียญทองแดง รวม 59 เหรียญ ลำดับที่ 3 ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ 13 เหรียญทอง 16 เหรียญเงิน 12 เหรียญทองแดง รวม 41 เหรียญ และจังหวัดขอนแก่น ลำดับที่ 4 ได้ 10 เหรียญทอง 20 เหรียญเงิน 26 เหรียญทองแดง รวม 56 เหรียญ จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ 9 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 13 เหรียญ จังหวัดมหาสารคาม 8 เหรียญทอง 16 เหรียญเงิน 7 เหรียญทองแดง รวม 31 เหรียญ อำนาจเจริญ 7 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน 5 เหรียญทองแดง รวม 17 เหรียญ จังหวัดสกลนคร 7 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 5 เหรียญทองแดง รวม 15 เหรียญ จังหวัดอุดรธานี   6 เหรียญทอง 9 เหรียญเงิน 11 เหรียญทองแดง รวม 26 เหรียญ จังหวัดสุรินทร์  6 เหรียญทอง 9 เหรียญเงิน 8 เหรียญทองแดง รวม 23 เหรียญ จังหวัดเลย 6 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 8 เหรียญ จังหวัดหนองคาย 5 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง รวม 13 เหรียญ จังหวัดชัยภูมิ 2 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง รวม 8 เหรียญ จังหวัดยโสธร 1 เหรียญทอง 8 เหรียญเงิน 15 เหรียญทองแดง รวม 24เ เหรียญ จังหวัดบุรีรัมย์ 1 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง รวม 9 เหรียญ จังหวัดบึงกาฬ 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง รวม 4 เหรียญ จังหวัดกาฬสินธุ์ 1 เหรียญทอง รวม 1 เหรียญ จังหวัดหนองบัวลำภู 4เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง รวม 8 เหรียญ จังหวัดนครพนม 4 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง รวม 6 เหรียญ จังหวัดมุกดาหาร ยังไม่มีเหรียญ

ดร.พรชัย  ผาดไธสง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด กล่าวด้วยว่า ตามที่ได้มีฝนตกหนักในคืนที่ผ่านมา ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพของสนามการแข่งขันกีฬาที่ใช้ในการแข่งขันกีฬากลางแจ้งแต่อย่างใด




วิมล  เร่งศึก/ข่าว
กมลพร  คำนึง/บก.ข่าว
8 ก.ย. 58

โคราชยังนำโด่งในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 รอบคัดเลือกตัวแทนภาค 3 “ร้อยเอ็ดเกมส์” ได้ 46 เหรียญทอง ร้อยเอ็ดเจ้าภาพ อันดับ 4 ได้ 9 เหรียญทอง

วันที่ 7 ก.ย.56  เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์บริการสื่อมวลชน การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ รอบคัดเลือกตัวแทนภาค 3 "ร้อยเอ็ดเกมส์”  นายสมศักดิ์  ขำทวีพรหม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด และนายปราโมทย์  เอกก้านตรง ผู้อำนวยการศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดร้อยเอ็ด ได้สรุปเหรียญการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 รอบคัดเลือกตัวแทน ภาค 3 "ร้อยเอ็ดเกมส์”  ประจำวันที่ 6 กันยายน 2556    โดยสรุปเหรียญการแข่งขันตามลำดับ ดังนี้  จังหวัดนครราชสีมา ได้  46 เหรียญทอง 19 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง รวม 69 เหรียญ,  จังหวัดอุบลราชธานี ได้ 21 เหรียญทอง 10 เหรียญเงิน 15 เหรียญทองแดง รวม 46 เหรียญ, จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดศรีสะเกษ 11 เหรียญทอง 16 เหรียญเงิน 12 เหรียญทองแดง รวม 39 เหรียญ จังหวัดร้อยเอ็ด 9 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 12 เหรียญ  จังหวัดขอนแก่น  7 เหรียญทอง  เงิน 18 เหรียญเงิน  22 เหรียญทองแดง รวม 47 เหรียญ จังหวัดมหาสารคาม 7 เหรียญทอง 14 เหรียญเงิน 6 เหรียญทองแดง รวม 27 เหรียญ  จังหวัดสกลนคร 7 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง รวม 14 เหรียญ จังหวัดสุรินทร์ 6 เหรียญทอง 9 เหรียญเงิน 7 เหรียญทองแดง รวม 22 เหรียญ จังหวัดอุดรธานี 6 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน 7 เหรียญทองแดง รวม 19 เหรียญ  จังหวัดเลย 6 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 8 เหรียญ จังหวัดชัยภูมิ 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง รวม 5 เหรียญ จังหวัดยโสธร 1 เหรียญทอง 8 เหรียญเงิน 15 เหรียญทองแดง รวม 24 เหรียญ จังหวัดบุรีรัมย์ 1 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง รวม 9 เหรียญ จังหวัดบึงกาฬ 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง รวม 4 เหรียญ จังหวัดอำนาจเจริญ 1 เหรียญทอง รวม 1 เหรียญ จังหวัดกาฬสินธุ์ 1 เหรียญทอง รวม 1 เหรียญ  จังหวัดหนองบัวลำภู 4 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง รวม 8 เหรียญ จังหวัดนครพนม 3 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 4 เหรียญ  จังหวัดหนองคาย 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 2 เหรียญ จังหวัดมุกดาหาร ยังไม่มีเหรียญ

นายสมศักดิ์  ขำทวีพรหม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด แถลงด้วยว่า ชาวจังหวัดร้อยเอ็ดให้ความสนใจเดินทางไปชมการแข่งขันกีฬาทุกประเภท ทำให้บรรยากาศของการแข่งขันของแต่สนามเป็นไปด้วยความคึกคัก สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นจังหวัดเจ้าภาพของการแข่งขันอยู่ในลำดับที่  4 ของการแข่งขัน ได้ 9 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง รวม 12 เหรียญ  เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้





วิมล  เร่งศึก/ข่าว
กมลพร  คำนึง/บก.ข่าว
7 ก.ย. 56

การฝึกซ้อมค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานที่ประสบภัยประจำปี 2556 “SAREX2013”

กองทัพอากาศ เป็นเจ้าภาพจัดการฝึกซ้อมค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานที่ประสบภัยประจำปี 2556 "SAREX2013” เพื่อซักซ้อมการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นการสร้างความเชื่อมมั่นแก่ประชาชน ดังคำขวัญที่ว่า"เราฝึกเพื่อความพร้อม เราซ้อมเพื่อช่วยชีวิต”

ที่โรงเก็บไทแอม กองบิน 23 เช้าวันนี้ ( 7 ก.ย.56 ) นายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ประธานคณะกรรมการแห่งชาติ ในการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือประสบภัย เป็นประธานเปิดการฝึกซ้อมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานที่ประสบภัย SEARCH AND RESCUE EXERCIS หรือ SAREX 2013 ครั้งที่ 33 โดยมีนายชยพล ธิติศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พลตรีสิทธิ จันทร์สมบูรณ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่24 หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน ร่วมงาน

พลอากาศตรีสุรศักดิ์ ทุ่งทอง เสนาธิการกรมควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ กองทัพอากาศ กล่าวว่า การฝึกซ้อมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานที่ประสบภัย ได้จัดเป็นประจำทุกปีหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ในปีนี้กองทัพอากาศได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่จังหวัดอุดรธานี เป็นการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคีขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ และองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ จึงมีพันธะกรณีของประเทศที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ตลอดจนอนุสัญญาว่าด้วยความปลอดภัยของชีวิตทางทะเล จึงมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัยแห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยกลางในการอำนวยการ และประสานงานในภารกิจนี้ การจัดฝึกซ้อมในปีนี้ มีหน่วยงานต่างๆ ร่วมในการฝึกซ้อม อาทิ กองทัพบก, กองทัพเรือ, กองบัญชาการกองทัพไทย,กรมการบินพลเรือน,กรมฝนหลวงและการบินเกษตร,สำนักการบินอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ,กรมประชาสัมพันธ์ ,การท่าเรือแห่งประเทศไทย ,การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,สถานบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ , สถาบันการบินพลเรือน ,สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ สำนักปลัดกระทรวงคมนาคม ,บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ,บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน),บริษัท ท่อากาศยานไทยจำกัด(มหาชน) ,สำนักงบประมาณ,กรมเจ้าท่า ,กรมการปกครอง ,กรมกงศุล ,กรมอุตุนิยมวิยา ,กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช,กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย,การท่าอากาศยานอุดรธานี ,บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน),สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ,สมาคมกีฬาการบิน(ประเทศไทย) ,สมาคมสโมสรการบินพลเรือน,สมาคมนักวิทยุอาสาสมัคร,มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทยฯ และจังหวัดอุดรธานี

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการทดสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในระบบการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานที่ประสบภัย ทั้งการวางแผน การประสานงาน การอำนวยการ การควบคุมและการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดทักษะความพร้อมความชำนาณ อีกทั้งยังเป็นการทบทวนการปฏิบัติตามแผนค้นหาและช่วยเหลือแห่งชาติ เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ ขีดความสามารถ ศักยภาพ ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้รับทราบและเข้าใจถึงขั้นตอนการสนับสนุนการช่วยเหลือเมื่อมีอากาษยานประสบภัย โดยแบ่งการฝึกเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมการ ขั้นทดสอบข่ายการติดต่อสื่อสาร และการฝึกภาคทฤษฎี ขั้นการฝึกปฏิบัติจริงและขั้นการประเมินผลการฝึกซ้อมฯ เพื่อทำให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ มีความมั่นใจในการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุการณ์เร่งด่วน พร้อมทั้งมีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆตลอดจนประเทศข้างเคียงที่เข้าร่วมสังเกตุการณ์ฝึกซ้อม เพื่อจะนำมาประเมินผลและปรับปรุงแก้ไขให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากที่สุด พร้อมกันนี้ในการฝึกซ้อมฯครั้งนี้ยังจัดให้มีการจัดแสดงนิทรรศการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนที่เข้าร่วมการฝึก การจัดแสดงภาพ อุปกรณ์เกี่ยวกับอากาศยาน เรือ เครื่องมือเครื่องใช้ บริภัณฑ์ต่างๆ ในการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบัย รวมทั้งเครื่องมือสื่อสารต่างๆด้วย

สำหรับการฝึกซ้อมฯในครั้งนี้มีการจำลองเหตุการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางอากาศกรณีเครื่องบินโบร์อิ่ง 747 ขอลงฉุกเฉินเนื่องจากไฟไหม้เครื่องยนต์และตัวเครื่อง ขณะร่อนลงเครื่องไถล่ ออกนอกลันเวย์ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ต้องทำการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บออกจากที่เกิดเหตุ คัดแยกผู้ป่วย และการส่งต่อผู้ป่วยทางพื้นราบหรือทางรถ และการเคลื่อนย้ายผู้ปล่อยทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์ นายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การฝึกซ้อมแผนครั้งนี้เป็นการบูรณาการของทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ในสถานการณ์จริง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดเหตุหน่วยงาน จะได้มีการบูรณาการทำงานอย่างเป็นระบบ มีการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ ซึ่งในการฝึกซ้อมใหญ่ครั้งนี้เป็นการฝึกซ้อมใหญ่ที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เป็นการจัดฝึกซ้อมตามแผนของคณะอนุกรรมการแห่งชาติที่ดูแลเรื่องนี้ ทั้งนี้ประชาชนมั่นใจได้หากเกิดภัยทางอากาศยาน เรือ ที่ประสบภัยทุกหน่วยงานมีความพร้อมที่ปฏิบัติการได้ในทุกสภาพอากาศและทุกสถานการณ์




ทีมข่าว ส.ปชส.อด.
ศรีภูมิ ทองใหญ่ ณ อยุธยา ข่าว/ภาพ 

การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ส่งมอบบ้านโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดอุบลราชธานี (ห้วยคุ้ม) จำนวน ๔๓๙ หน่วย ให้ผู้สั่งจอง

วันอาทิตย์ที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๖ ณ บริเวณที่ตั้งโครงการ (ห้วยคุ้ม) นายชวนินทร์ พรหมรัตนพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เป็นประธานมอบส่งมอบบ้านโครงการบ้านเอื้ออาทรจังหวัดอุบลราชธานี (ห้วยคุ้ม) จำนวน ๔๓๙ หน่วยสำหรับผู้ที่สั่งจอง โดย การเคหะแห่งชาติ ได้ดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทรอุบลราชธานี (ห้วยคุ้ม) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ถนนชยางกูร ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี จัดสร้างบนพื้นที่ประมาณ ๙๒.๒๒ ไร่ ลักษณะเป็นบ้านเดี่ยว ๒ ชั้น ๒ ห้องนอน ๑ ห้องน้ำ ๑ ห้องนั่งเล่น ขนาดที่ดินต่อหลังประมาณ ๒๑ ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอย ๕๕ ตารางเมตร จำนวน ๔๓๙ หน่วย พร้อมระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการครบครัน อาทิ ถนน ทางเท้า ระบบบำบัดน้ำเสีย ศูนย์ชุมชน สวนหย่อม สนามเด็กเล่น ลานกีฬาชุมชน และลานค้าชุมชน เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ การก่อสร้างโครงการเสร็จเรียบร้อยพร้อมส่งมอบให้ประชาชนเข้าอยู่อาศัย และมีประชาชนให้ความสนใจจองเต็มโครงการแล้ว ทั้งนี้ ภายหลังการส่งมอบการเคหะแห่งชาติจะเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย เพื่อให้สามารถบริหารจัดการชุมชนของตนเอง และเป็นชุมชนที่เข้มแข็งน่าอยู่น่าอาศัยอย่างยั่งยืน สำหรับในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี การเคหะแห่งชาติได้ดำเนินการพัฒนาและจัดสร้างที่อยู่อาศัย โครงการบ้านเอื้ออาทร รวมทั้งสิ้นจำนวน ๒,๕๑๙ หน่วย ประกอบด้วย บ้านเอื้ออาทรอุบลราชธานี ๑ (ห้วยคุ้ม) ๔๙๐ หน่วย, บ้านเอื้ออาทรอุบลราชธานี ๒ (ม.ราชธานี) ๓๓๔ หน่วย, บ้านเอื้ออาทรอุบลราชธานี ๓ (วารินชำราบ) ๔๓๔ หน่วย, บ้านเอื้ออาทรอุบลราชธานี (ตระการพืชผล) ๓๗๕ หน่วย, บ้านเอื้ออาทรอุบลราชธานี (ช่องเม็ก) ๔๔๖ หน่วย และบ้านเอื้ออาทรอุบลราชธานี ๔ (ห้วยคุ้ม) ๔๓๙ หน่วย

กรมค้าภายในจัดงานธงฟ้าราคาประหยัดกระตุ้นเศรษฐกิจ ระดับภาค ครั้งที่ 5 จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชน และเลือกซื้อสินค้าราคาถูก

(7 ก.ย. 56) นางนภา ศกุนตนาค รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี  เป็นประธานเปิดงานธงฟ้าราคาประหยัดกระตุ้นเศรษฐกิจระดับภาค ครั้งที่ 5 จังหวัดอุบลราชธานี โดยกรมการค้าภายในจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-10  กันยายน 2556 เริ่มจำหน่ายตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น. – 21.00 น.  ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี (หลังเก่า) มีร้านค้ากว่า 100  ร้านจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการทั้งในส่วนกลางและผู้ประกอบการในจังหวัดอุบลราชธานี   นำสินค้า ประเภทสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นแก่การครองชีพมาจำหน่าย ในราคาประหยัดต่ำกว่าท้องตลาด  เช่น น้ำมันพืช ปริมาณ 1 ลิตร ราคาขวดละ 27   บาท ,ไข่ไก่ ถาดละ  70 บาท  น้ำตาลทรายขาว  กิโลกรัมละ 19  บาท นอกจากนั้นยังมีเครื่องมือการเกษตร, สินค้าโอท๊อป เสื้อผ้า และอื่นๆอีกมากมาย

ทั้งนี้รัฐบาลได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงได้มีนโยบายเร่งด่วนให้หน่วยงานราชการทุกกระทรวงดำเนินมาตรการลดรายจ่ายในครัวเรือนของประชาชน  เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพ แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย

สุรินทร์จัดงานมหกรรมวันเยาวชนแห่งชาติ 2556 ส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนา และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์

จังหวัดสุรินทร์ โดย สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับ สภาเด็กและเยาวชน จังหวัดสุรินทร์ จัดงานมหกรรมวันเยาวชนแห่งชาติ 2556 เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนา และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์

วันที่ 7 ก.ย.56 เวลา.11.00 น. ที่ห้องริมธารา สวนป่ารีสอร์ท อำเภอเมืองสุรินทร์ นายสมพร สันทัด ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงานมหกรรมวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2556 เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เล็งเห็นความสำคัญของเด็กและเยาวชน และยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชน ให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านต่างๆ พร้อมส่งเสริมให้เยาวชนเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตอาสา ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมกิจกรรมที่สร้างสรรค์มีวินัยเสียสละซื่อสัตย์มีความรับผิดชอบ และเพื่อเป็นการเสริมสร้างให้เด็กมีความรู้ทักษะชีวิตด้านต่างๆและมีส่วนร่วมในกระบวนการคิดการแก้ปัญหาในสังคม มีจิตสาธารณะ คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต รวมทั้งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้มีเวทีแสดงออกในเชิงบวก สามารถแสดงความรู้ความสามารถของตนเองอย่างสร้างสรรค์ สร้างความรักสามัคคี และที่สำคัญยังช่วยให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ห่างไกลจากยาเสพติด เพื่อจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป

กิจกรรมมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย นักเรียนนักศึกษาจากสถานศึกษาของรัฐและเอกชน สภาเด็กและเยาวชนอำเภอทุกอำเภอ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคีเครือข่ายด้านเด็กและเยาวชน และประชาชนทั่วไป ประมาณ 800 คน เข้าร่วมแสดงออกและเรียนรู้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน โดยมีการการมอบโล่ให้แก่เยาวชน องค์กร และเครือข่ายดีเด่นจังหวัดสุรินทร์ประจำปี 2556

สำหรับกิจกรรมภายในงาน การจัดเวทีวิเคราะห์สะท้อนปัญหาเด็กและเยาวชน ที่ชัดเจนคือปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม และแสดงแนวความคิดทางการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนชม การแสดงดนตรีลูกทุ่ง การเต้น COVER ชมการแสดง B-BOY การแสดงผลงานของสภาเด็กและเยาวชนอำเภอ และหน่วยงาน ชมการแสดงรำศิลปะพื้นบ้าน จากโรงเรียนเขวาสินรินทร์ มีการแสดงความสามารถของเด็กและเยาวชน และตอบปัญหาชิงรางวัลและของที่ระลึกอีกมากมาย




กำชัย วันสุข ส.ปชสงสุรินทร์ ภาพ/ข่าว

เยาวชนจากค่าย "สุภาพบุรุษพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด” มหาสารคาม จุดเทียนอุดมการณ์ ปวารณาตนเองไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ในค่าย "สุภาพบุรุษพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด” จังหวัดมหาสารคาม ร่วมกันจุดเทียนอุดมการณ์ ปวารณาตนเองไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ทำความดี ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ภายในหอประชุมวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม พล.ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วนกลุ่มเยาวชนจำนวน 50 คน จากค่าย "สุภาพบุรุษพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด” หัวหน้าสถานีตำรวจทั้ง 25 สถานี และ วิทยากรกระบวนการเอาชนะยาเสพติด ร่วมกันจุดเทียนอุดมการณ์ ปวารณาตนเอง ทำความดี พร้อมมุ่งมั่นที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และน้อมนำแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในท้องถิ่น เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ได้จุดเทียน แล้วจุดต่อให้กับผู้ร่วมอบรม อันเป็นพิธีการศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่กลุ่มเยาวชนในนาม "สุภาพบุรุษพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด” และผู้เกี่ยวข้อง ได้ถวายสัจจะวาจาในการอาสาทำความดีเพื่อแผ่นดิน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ค่าย "สุภาพบุรุษพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด” เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม -8 กันยายน 2556 รวมระยะเวลา 20 วัน โดยตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชนจากการคัดกรองของอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดมหาสารคาม รวม 50 คน ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง มาเข้ารับการอบรม โดยใช้สถานที่ของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม เป็นสถานที่ฝึกอบรม มุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ เป็นผู้มีบุคลิกที่สง่างาม มีวินัย มีความสามัคคี สามารถที่จะปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมให้เป็นผู้มีจิตอาสา พร้อมให้การช่วยเหลือสังคม ให้ความร่วมมือในการช่วยกันพัฒนาสังคมให้เกิดความสุข และเมื่อผ่านการอบรมครบตามหลักสูตรแล้ว จะมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มอาสาพลังแผ่นดิน ในระดับจังหวัดและอำเภอต่อไป




ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว

รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพอใจผลงาน จ.มหาสารคาม 1 ใน 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์

รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพอใจผลงาน ของจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะ "เมืองแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาชุมชน” ซึ่งเป็น 1 ใน 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และพร้อมผลักดันให้เป็นเมืองต่อยอดนวัตกรรมสร้างสรรค์ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา

นางดวงพร รอดพยาธิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม เพื่อตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานในโอกาสที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้พิจารณาคัดเลือกให้จังหวัดมหาสารคาม "เมืองแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาชุมชน” เป็น 1 ใน 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และพิจารณาให้เป็นเมืองต่อยอดนวัตกรรมสร้างสรรค์ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมจำนวน 1 ล้าน โดยมีนายธวัช สุระบาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วยคณะทำงานเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดมหาสารคาม ร่วมต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงาน

จังหวัดมหาสารคาม ได้ดำเนินกิจกรรมสำคัญ ในการเป็นเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมเป็นเมืองต่อยอดนวัตกรรมสร้างสรรค์ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ใน 5 กิจกรรม คือ การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้นวัตกรรมและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งตั้งอยู่ชั้นที่ 1 อาคารอุทยานการเรียนรู้มหาสารคาม (MK Park) กิจกรรมการพัฒนาเสื่อกก ภายใต้แนวคิด "เสื่อกก เสื่อชีวิต เสื่อเศรษฐกิจ เสื่อบ้านแพง” กิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกรผู้เพาะพันธุ์ปลา กิจกรรมข้าวอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และกิจกรรมการจัดทำและพัฒนาเวบไซต์ www.Mahasarakham Creative City.com ซึ่งจะนำกิจกรรมทั้งหมด พร้อมภาพพาโนลามาสถานที่จริง เผยแพร่ให้ประชาชนและผู้สนใจทั่วไปได้รับทราบและเรียนรู้      
รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า พอใจกับกิจกรรมของจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งได้พัฒนาให้เป็นเมืองต่อยอดนวัตกรรมสร้างสรรค์ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา อย่างไรก็ตามคณะทำงานจะต้องมีการจัดเก็บรายละเอียด ความน่าสนใจ มาถ่ายทอดผ่านสื่อเวบไซต์ที่ได้มีการพัฒนาให้มากยิ่งขึ้น ให้เป็นศูนย์รวมข้อมูลแก่ผู้สนใจทั่วไปก่อนลงสถานที่จริง




ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว

ทุกภาคส่วนในจังหวัดมหาสารคามร่วมเวทีโสเหล่ เสียงพลเมืองเปลี่ยนมหาสารคาม

ทุกภาคส่วนในจังหวัดมหาสารคาม ร่วมเวทีเสวนา "โสเหล่เข้มข้นคนมหาสารคาม : เสียงพลเมืองเปลี่ยนมหาสารคาม” พร้อมอยากเห็นจังหวัดมหาสารคามเป็นเมืองสุขภาวะที่ดี พลเมืองมีจิตสาธารณะ

ในการจัดเวทีเสวนา "โสเหล่เข้มข้นคนมหาสารคาม : เสียงพลเมืองเปลี่ยนมหาสารคาม” ในงานมหกรรม โฮมแฮง ฮักแพง เบิ่งแงง คนมหาสารคาม ที่สภาฮักแพง เบิ่งแงง คนมหาสารคาม ร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ระหว่างวันที่ 5-6 กันยายน 2556 ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ซึ่งวันสุดท้าย ในภาคบ่าย ได้มีการรวมพลังภาคประชาชน เพื่อร่วมกันแสดงความเห็นต่อการพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม โดยมีนายธวัช สุระบาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม นำหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน ร่วมระดมความเห็น

นายธวัช สุระบาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า แนวทางของการพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะผู้ดูแลนโยบาย พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการผลักดันให้จังหวัดมหาสารคาม เป็นเมืองที่น่าอยู่ เป็นเมืองแห่งการศึกษา ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็เตรียมที่จะปรับพื้นที่บางส่วนที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้ ให้เป็นแหล่งปลูกอ้อย เพื่อป้อนสู่โรงงาน โดยหวังให้จังหวัดมหาสารคาม เป็นแหล่งผลิตพืชเกษตรเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาค

ทั้งนี้ในเวที "โสเหล่เข้มข้นคนมหาสารคาม : เสียงพลเมืองเปลี่ยนมหาสารคาม” ผู้ร่วมเสวนา อยากเห็นจังหวัดมหาสารคามเป็นเมืองสุขภาวะที่ดี พลเมืองมีจิตสาธารณะ มีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม




ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว