วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สันติบาลนครพนมจัดโครงการสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

วันที่ 2  มิถุนายน 2557  ที่โรงเรียนชุมชนเทศบาล 3  อ.เมือง จ.นครพนม  กองบัญชาการตำรวจสันติบาล  จัดโครงการสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ประจำปี 2557 กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนชุมชนเทศบาล 3      

          พ.ต.ท.อำนาจ  มาหาธนานันท์  สารวัตรตำรวจสันติบาลนครพนม กล่าวว่า  กองบัญชาการตำรวจสันติบาล  ได้จัดทำโครงการสร้างจิตสำนึกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ประจำปี 2557  โดยมอบหมายให้สันติบาลจังหวัดในพื้นที่ดำเนินการจัดการอบรมให้กับนักเรียน  นักศึกษา  หรือกลุ่มประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ  เพื่อให้แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  และต่อต้านภัยคุกคามต่างๆ  ที่มีผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  อีกทั้งยังดำรงชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดี

          โดยหน่วยงานสันติบาลจังหวัดนครพนม  เลือกโรงเรียนเทศบาล 3 เป็นสถานที่อบรม จำนวน 2 รุ่น  คือ  รุ่นที่ 1  วันที่ 2 มิถุนายน 2557 เวลา 08.00-16.00 น. และรุ่นที่ 2 วันที่ 9 มิถุนายน 2557 เวลา 08.00-16.00 น. กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 200 คน

สาธารณสุขจังหวัดนครพนม รณรงค์ให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม  ร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน)  และศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐด้านสาธารณสุข  จัดทำและสนับสนุนรณรงค์วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ

          นายพีระ  อารีรัตน์  นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครพนม  กล่าวว่า  โรคไข้หวัดใหญ่เป็นปัญหาที่ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วย  โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงมากต่อการติดเชื้อ  การภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง  เช่น ปอดบวม  ปอดอักเสบ  และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต  การรณรงค์ให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ  วัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์การได้รับวัคซีนป้องกันโรไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มผู้สูงอายุและพัฒนารูปแบบการณรงค์สื่อสารความรู้การป้องกันไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 65 ขึ้นไป  ในพื้นที่ 4 อำเภอ คือ ปลาปาก  ศรีสงคราม  ธาตุพนม  และอำเภอเมืองนครพนม  โดยมีกิจกรรม  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ผ่านซุ้มสาระน่ารู้เรื่องไข้หวัดใหญ่  การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรค  การตรวจสุขภาพ  และเมนูชูสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ

จังหวัดนครพนมมอบกล้าไม้โครงการประชาอาสาปลูกป่า 800 ล้านกล้า 80 พรรษามหาราชินี

จังหวัดนครพนมมอบกล้าไม้ให้กับหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ ในการปลูกต้นไม้โครงการประชาอาสาปลูกป่า  800 ล้านกล้า  80  พรรษามหาราชินี  ณ โรงเรียนบ้านผึ้งวิทยาคม อ.เมือง  จ.นครพนม

นายอดิศักดิ์  เทพอาสน์  ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม  กล่าวว่า  จังหวัดนครพนมได้มีการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้  โดยกำหนดให้มีมาตรการดูแลรักษาป่าไม้  3 มาตรการ  คือ การปราบปรามโดยจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า  ทั้งพลเรือน  ตำรวจ  ทหาร  สำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 สาขานครพนม  กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดนครพนม  จังหวัดทหารบกนครพนม    อาสารักษารักษาดินแดน  สืบหาข่าวการลักลอบตัดไม้พะยูงในป่าสงวนแห่งชาติป่าภูผายลและในพื้นที่ต่างๆ  มาตรการปลูกป่าเพิ่มเติมรณรงค์โดยในปี 2557  หน่วยงานที่มีพื้นที่ว่าง  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  โรงเรียน  โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และพื้นที่ที่ตรวจยึดคืน  ให้ปลูกป่าตามโครงการประชาอาสาปลูกป่า 800 ล้านกล้า  80 พรรษามหาราชินี  และมาตรการปลูกจิตสำนึกให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าเป็นการปลูกป่าในใจคน

ทางด้านนายวีระ  มานิสสรณ์  ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 สาขานครพนม  กล่าวว่า  ไม้พะยูงในพื้นจังหวัดนครพนมส่วนใหญ่เหลืออยู่ในที่สาธารณะ  วัด  โรงเรียน  พื้นที่สาธารณะประโยชน์  ต้องเฝ้าระวังการลักลอบตัด   โดยให้มวลชนมีส่วนร่วมในการบวชป่า  การทำพันธสัญญาดูแลไม้พะยูง   ส่วนไม้พะยูงที่นำมาจากต่างจังหวัดเพื่อข้ามแม่น้ำโขงที่จังหวัดนครพนม   ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือ  ภาคประชาชนให้ข่าวเพื่อป้องกันปราบปราม

สำนักนโยบายและแผนพลังงาน ประกาศผลสุดยอดโรงเรียนลดใช้พลังงานระดับจังหวัด (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) โครงการ “พลังคิด สะกิดโลก”

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ประกาศผล 40 สุดยอดโรงเรียนลดใช้พลังงาน ระดับจังหวัด (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) โครงการ "พลังคิด สะกิดโลก” แผนการลดใช้พลังงานของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้สามารถลดใช้ไฟฟ้าได้กว่า 2.1 ล้านหน่วย (กิโลวัตต์/ชั่วโมง) คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้จำนวนกว่า 9.9 ล้านบาท นางเอมอร ชีพสุมล ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กระทรวงพลังงาน ได้เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบเงินรางวัลให้สถานศึกษาละ 250,000 บาท โล่และใบประกาศเกียรติคุณให้โรงเรียนที่ชนะเลิศการประกวดในระดับมัธยมศึกษาและระดับประถมศึกษา เมื่อบ่ายวันนี้ (3 มิ.ย. 57) ที่โรงแรมพูลแมนจังหวัดขอนแก่นว่า ขณะนี้โครงการ "พลังคิด สะกิดโลก” ได้มีความคืบหน้าตามลำดับ โดยผลการประกวดได้โรงเรียนลดใช้พลังงานระดับจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 40 โรงเรียน แบ่งเป็นระดับอนุบาล-ประถมศึกษา จำนวน 20 โรงเรียน และมัธยมศึกษา หรือเทียบเท่า จำนวน 20 โรงเรียน จากโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์การแข่งขันทั้งหมด 1,594 โรงเรียน ทั้งนี้ที่โรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 3,380 โรงเรียน สามารถลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าในสถานศึกษาได้รวมจำนวน2,139,214.26 หน่วย (กิโลวัตต์/ชั่วโมง) คิดเป็นมูลค่าเงินที่ประหยัดค่าไฟฟ้า 9,904,562.02 บาท โครงการ "พลังคิด สะกิดโลก” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 20 จังหวัด โดยโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 1,594 แห่ง ได้ส่งแผนรณรงค์การลดใช้พลังงานของสถานศึกษา ให้คณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ระดับจังหวัด พิจารณาคัดเลือกสุดยอดโรงเรียนลดใช้พลังงานผลการตัดสินของคณะกรรมการ ปรากฏว่า มีสุดยอดโรงเรียนลดใช้พลังงานระดับจังหวัดประเภทอนุบาล-ประถมศึกษา ได้แก่ 1.โรงเรียนกุดหว้าวิทยา จังหวัดกาฬสินธุ์ 2.โรงเรียนสนามบิน จังหวัดขอนแก่น 3.โรงเรียนบ้านหนองระเหว จังหวัดชัยภูมิ 4.โรงเรียนบ้านหนองหญ้าม้า จังหวัดนครพนม 5.โรงเรียนบ้านห้วยตะแคง จังหวัดนครราชสีมา 6.โรงเรียนบ้านคำไผ่ จังหวัดบึงกาฬ 7.โรงเรียนบ้านโคกโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ 8.โรงเรียนบ้านหนองแสง(หนองราษฎร์วิทยา) จังหวัดมหาสารคาม 9.โรงเรียนบ้านคำป่าหลาย จังหวัดมุกดาหาร 10.โรงเรียนบ้านโนนม่วง จังหวัดยโสธร 11.โรงเรียนบ้านโพนหิน จังหวัดร้อยเอ็ด 12.โรงเรียนเลยตาดโนนพัฒนา จังหวัดเลย 13.โรงเรียนบ้านเสียว จังหวัดศรีษะเกษ 14.โรงเรียนชุมชนบ้านนาดีหนองไผ่ จังหวัดสกลนคร 15.โรงเรียนเมืองที จังหวัดสุรินทร์ 16.โรงเรียนบ้านไร่ จังหวัดหนองคาย 17.โรงเรียนโนนสวาทหนองไพบูลย์ จังหวัดหนองบัวลำภู 18.โรงเรียนบ้านโนนค้อทุ่ง จังหวัดอำนาจเจริญ 19.โรงเรียนธาตุดอนตูม จังหวัดอุดรธานี 20.โรงเรียนบ้านทุ่งนาเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ประเภทมัธยมศึกษา หรือเทียบเท่า 1.โรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษา จังหวัดกาฬสินธุ์ 2.โรงเรียนฝางวิทยายน จังหวัดขอนแก่น 3.โรงเรียนบางอำพันธ์วิทยาคม จังหวัดชัยภูมิ 4.โรงเรียนธรรมโฆษิตวิทยา จังหวัดนครพนม 5.โรงเรียนกระเบื้องนอกพิทยาคม จังหวัดนครราชสีมา 6.โรงเรียนพรเจริญ จังหวัดมหาสารคาม 9.โรงเรียนบ้านโนนสวาท จังหวัดมุกดาหาร 10.โรงเรียนโพนทันเจริญวิทย์ จังหวัดยโสธร 11.โรงเรียนไพโรจน์วิชชาลัย จังหวัดร้อยเอ็ด 12.โรงเรียนเลยสว่างวิทยาคม จังหวัดเลย 13.โรงเรียนเบญจลักษณ์พิทยา จังหวัดศรีษะเกษ 14.โรงเรียนบ้านดอนแดงเม่นใหญ่ จังหวัดสกลนคร 15.โรงเรียนสุรินทร์ราชมงคล จังหวัดสุรินทร์ 16.โรงเรียนถ่อนวิทยา จังหวัดหนองคาย 17.โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ หนองบัวลำภูฯ จังหวัดหนองบัวลำภู 18.โรงเรียนปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ 19.โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร จังหวัดอุดรธานี 20.โรงเรียนสะพือวิทยาคาร จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมรับทุนสนับสนุนการศึกษาโรงเรียนละ 250,000 บาท





สมพงษ์ ปัตตานี/ข่าว
ดวงเนตร/นศ.ฝึกงาน/พิมพ์/3 มิ.ย.57

ชัยภูมินำร่อง 11 อำเภอ ตั้งศูนย์ปรองดองสานฉันท์สู่การปฎิรูป

ชัยภูมิ ระดมเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนประกอบกำลัง ประจำศูนย์ปรองดองสมานฉันท์สู่การปฎิรูประดับจังหวัด พร้อมนำร่องระดับอำเภออีก 11 อำเภอ หวังเป็นต้นแบบขยายผลครบทั้ง 16 อำเภอ

                เมื่อเวลา 13.30น. วันนี้ 3 มิ.ย.57 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ นายพรศักดิ์  เจียรณัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ  ประชุมสร้างความเข้าใจกับส่วนราชการต่างๆ และนายอำเภอ พื้นที่เป้าหมาย นำร่อง 11 อำเภอ ที่จะตั้งเป็นศูนย์ปรองดองสมานฉันท์สู่การปฎิรูป ตามนโยบายของ คสช. ที่ให้ตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ในทุกพื้นที่ โดยเป็นศูนย์กลางให้ทุกฝ่ายที่เห็นต่าง ประชาชนในพื้นที่ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยศูนย์ดังกล่าวจะให้ข้อมูลสร้างความเข้าใจ และให้ความรู้ในการบริหารราชการของ คสช. เพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปบิดเบือน ซึ่งทำให้วงจรความขัดแย้งไม่คลี่คลาย  

                ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ   กล่าวว่า ในส่วนของจังหวัด ได้มีคำสั่งตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์สู่การปฎิรูป ขึ้นใน 2 ระดับ คือระดับจังหวัด ตั้งเป็นศูนย์ใหญ่ ระดมเจ้าหน้าที่หน่วยงานทุกภาคส่วน เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ประจำศูนยฺ์เพื่อความสะดวกต่อการประสานงาน นอกจากนี้ยัง ตั้งศูนย์ระดับอำเภอ โดยนำร่องที่ 9 อำเภอก่อน ประกอบด้วย อำเภอเมือง, แก้งคร้อ, คอนสวรรค์, หนองบัวแดง, เทพสถิต, จัตุรัส, เนินสง่า,  ซับใหญ่,บำเหน็จณรงค์,บ้านเขว้า และอำเภอหนองบัวระเหว  เมื่อดำเนินการได้ผล จึงค่อยขยายให้ครบทั้ง 16 อำเภอ




สุระพงค์  สวัสดิ์ผล /ข่าว 

ชัยภูมิแถลงข่าวพร้อมรับนักท่องเที่ยวทุ่งดอกกระเจียวบาน

พร้อมแล้วสำหรับงานเทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวบาน "กระเจียวสู่อาเซี่ยน” สัมผัสหมอก หยอกดอกกระเจียว กลางขุนเขา แห่งเดียวที่ชัยภูมิ ตลอดทั้ง 3 เดือนช่วงฤดูฝน ระดมทุกภาคส่วน เป็นเจ้าบ้าน สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับคนชัยภูมิ

เมื่อเวลา 10.00น. วันนี้ 3 มิ.ย.57 นายพรศักดิ์  เจียรณัย ผวจ..ชัยภูมิ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พินิต  มณีรัตน์ ผบก.ภจว.ชัยภูมิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดเทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวบาน ระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกกระเจียวผุดขึ้นมาจากใต้ดิน กลางขุนเขาสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 700 -1,000 ฟุต ชูช่อใบและดอก สีชมพูอมม่วง และสีขาว เบ่งบานบนลานทุ่งกว้าง ที่ปกคลุมด้วยหญ้าเพ็กสีเขียว และต้นไม้แคระ ช่วงเช้าๆมีเมฆหมอกปกคลุมทั่วบริเวณ เป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศ เดินทางไปสัมผัสทุกปี  เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ สดชื่น  จนได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวว่า เหมือนเป็นสวิชเซอร์แลนด์เมืองไทย

สำหรับปีนี้ ได้จัดเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา กำหนดพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 มิถุนายน 2557 เวลา 10.00น. ที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อ.เทพสถิต เน้นการบริการนักท่องเที่ยวให้มีความสะดวก ปลอดภัย และประทับใจกับการบริการทุกๆด้าน ทั้งเรื่องการจราจร ช่วงวันหยุดยาว และวันหยุดเสาร์อาทิตย์  เรื่องที่พัก อาหาร การดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว การรักษาความสะอาด เป็นต้น  

นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวผาสุดแผ่นดินบนความสูงจากระดับน้ำทะเล 846 เมตร และป่าหินงามที่มีหินรูปร่างแปลกตาให้ชมและจินตนาการมากมาย เช่น หินรูปเรดาร์ หินแม่ไก่  หินรูปถ้วยฟีฟ่า ซึ่งท่านไม่ต้องเดินทางไปถึงประเทศบราซิล มาที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงามท่านจะได้ถ่ายรูปและสัมผัสถ้วยฟีฟ่าอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว   นอกจากนี้ทางอุทยานแห่งชาติป่าหินงามได้จัดรถนำเที่ยวพร้อมมัคคุเทศก์ไว้บริการแก่นักท่องเที่ยว โดยคิดค่าบริการ 20 บาทต่อคน ตลอดเส้นทาง

ด้าน พล.ต.ต.พินิต  มณีรัตน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า ได้ปรับปรุงระบบจราจรบริเวณทางขึ้นอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม โดยมุ่งให้การจราจรลื่นไหล เพิ่มกำลังตำรวจ อปพร. ประจำตามจุดทางเลี้ยวทางแยก ลานจอดรถและหน้าร้านอาหาร  และเพิ่มลานจอดรถให้สามารถรองรับได้มากกว่าปีที่แล้ว

นักท่องเที่ยวที่สนใจจะเดินทางไปสัมผัสความงามของดอกกระเจียว  สามารถสอบถามข้อมูลการเดินทางได้ที่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ  โทรศัพท์ 044-857105 ต่อ 6 สถานีตำรวจภูธรอำภอเทพสถิต 044-857100 อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม โทรศัพท์ 044-056141-2  องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ โทรศัพท์  044-811376  และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชัยภูมิ  โทรศัพท์  0-4482-2502




สุระพงค์  สวัสดิ์ผล/ข่าว

ผู้ว่าโคราชมอบนโยบายสร้างความปรองดองให้กับหัวหน้าส่วนราชการ โดยใช้การทำกิจกรรมร่วมกัน มั่นใจสร้างความปรองดองในพื้นที่ได้เร็ว

วันที่ 3 มิถุนายน 2557 นายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการเพื่อมอบนโยบายแนวทางการปฏิบัติสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ที่หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา โดยมีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ผู้กำกับการสถานีตำรวจทุกแห่ง และหัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยงานเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมาได้จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป โดยใช้พื้นที่หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา เป็นที่จัดตั้งศูนย์ และมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเป็นหัวหน้าศูนย์ฯ นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งศูนย์ปรองดองฯในระดับอำเภอทั้ง 32 อำเภอด้วย ทั้งนี้ศูนย์ปรองดองฯต้องดำเนินการปรับทัศนคติของพี่น้องประชาชนเพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ นำไปสู่การปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งในอนาคต

ทั้งนี้การขับเคลื่อนนโยบายปรองดองสมานฉันท์อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้การทำกิจกรรมร่วมกันในรูปแบบกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ กิจกรรมบันเทิง หรือการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ และยุติความขัดแย้งทางการเมือง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมามั่นใจว่า จะสามารถสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนในจังหวัดนครราชสีมาได้โดยเร็ว 

โคราช จับมือ สคบ. จัดประกวดภาพยนตร์โฆษณาดีเด่นเพื่อผู้บริโ¬ภคครั้งที่ 13

วันที่ 3 มิ.ย. 57 ที่โรงแรมสีมาธานี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ นายบัณฑิต ตั้งประเสริฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดโครงการภาพยนตร์โฆษณาดีเด่นทางโทรทัศน์ เพื่อผู้บริโภค ครั้งที่ 13 (สคบ.แอด อะวอร์ด) ประจำปี 2557 เพื่อให้กับประชาชน นักศึกษา หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินภาพย­นตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ และประกาศเกียรติคุณให้ผู้ประกอบการที่มีจ­ริยธรรมในการโฆษณาสินค้าหรือบริการทางสื่อ­วิทยุโทรทัศน์ อีกทั้งเพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ประกอบการธุ­รกิจที่จัดทำโฆษณาด้วยความรับผิดต่อต่อสัง­คมและผู้บริโภค หรือข้อความที่อาจจะก่อให้เกิดความสูญเสีย­ต่อสังคม ในลักษณะโฆษณาที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง ภาพยนตร์ที่อาจจะก่อให้เกิดในสาระสำคัญเกี­่ยวกับสินค้าหรือการบริการ ภาพยนตร์โฆษณาที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรื­อโดยอ้อม ให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม หรือนำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของธร­รมชาติและภาพยนตร์โฆษณาที่อาจจะก่อให้เกิด­ความแตกแยกหรือเสื่อมเสียความสามัคคีในประ­ชาชน

ผู้ว่าโคราชมอบสิ่งของเป็นกำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบตามจุดต่างๆ

วันที่ 2 มิ.ย. 57 นายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย พลตรีวุฒิ แสงจักร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 พลตำรวจตรีพงษ์เดช พรหมมิจิตร ผู้บังคับการจังหวัดนครราชสีมา นายสุชาติ นพวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายชยาวุธ จันทร รองผู้ว่าราชการจังหวัด เดินทางมอบสิ่งของให้แก่ทหาร ตำรวจ และ อส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามจุดต่างๆ ประกอบด้วย บริเวณศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี บริเวณแยกตำบลจอหอ อ.เมืองนครราชสีมา บริเวณริมถนนมิตรภาพ หน้าสำนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ต.สุรนารี และบริเวณแยกไฟแดง 5 แยก หัวรถไฟ เขตเทศบาลฯ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

กอ.รมน.จ.บุรีรัมย์จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป

กอ.รมน.จังหวัดบุรีรัมย์ จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูประจำจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อ สร้างความรักความสามัคคี สร้างความปรองดองสมานฉันท์และความสงบสุขให้เกิดขึ้นในจังหวัดบุรีรัมย์
(๓ มิถุนายน ๒๕๕๗) เวลา ๑๕.๐๐ น. ที่ สำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลากลางจังหวัด นายเสรี ศรีหะไตร ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป ประจำพื้นที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยสนธิกำลังทุกฝ่าย ได้แก่ พลเรือน ตำรวจ และทหาร ร่วมเป็นคณะทำงาน มุ่งแก้ไขความขัดแย้ง สร้างความปรองดองสมานฉันท์และความสงบสุข โดยมีแนวทางการดำเนินงาน ไม่แยกสีเสื้อ ลืมอดีตที่ขัดแย้ง หันหน้าเข้าหากัน สร้างความสามัคคี วางระบบประเทศใหม่แล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกัน และการจัดตั้งศูนย์ปรองดองฯ ระดับอำเภอและตำบล เพื่อลดข้อขัดแย้ง และเปิดเวทีระดมความคิดเห็นในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ความแตกแยกของคนในชาติ รวบรวมปัญหาความต้องการเร่งด่วน และแก้ไขปัญหาความต้องการของหมู่บ้าน/ตำบลต่อไป   

ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับจังหวัดทหารบก ออกตรวจเยี่ยมพร้อมจ่ายเงินจำนำข้าวแก่เกษตรกร

ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อม ผู้บังคับการจังหวัดทหารบก เป็นประธานมอบเงินให้เกษตรกรในโครงการรับจำนำข้าวฯ จำนวน 500 ราย ในพื้นที่ 2 อำเภอ ของจังหวัดบุรีรัมย์ รวมเป็นเงินกว่า 50 ล้านบาท โดยทยอยจ่ายเงินสดและเข้าบัญชีเกษตรกรลูกค้า ตามคิวใบประทวนที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วตามลำดับและจะสามารถจ่ายได้ครบตามยอดเงินที่ได้รับการจัดสรรมาแล้วภายในสัปดาห์นี้

(3 มิ.ย. 57) นายเสรี ศรีหะไตร ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย พลตรีเสริมศักดิ์ นิยะโมสถ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ เป็นประธานมอบเงินให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล จำนวน 500 ราย เป็นจำนวนเงินกว่า 50 ล้านบาท โดยเกษตรกรส่วนใหญ่จะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีของลูกค้า ธกส. ขณะที่บางรายได้มีการนัดรับเงินสดกับทางธนาคาร ธกส. ตามคิวใบประทวนที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วตามลำดับ ซึ่งคาดว่าจะสามารถจ่ายเงินจำนำข้าวที่ได้รับการจัดสรรมาก้อนแรกเม็ดเงินกว่า 1,240 ล้านบาท ให้กับเกษตรกรเสร็จสิ้น ภายในสัปดาห์นี้

สำหรับจังหวัดบุรีรัมย์ ในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2556/57 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ รวม 64,656 ราย ปริมาณข้าวเปลือก 297,260 ตัด วงเงิน 5,588.39 ล้านบาท ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2557 ธ.ก.ส.จังหวัดบุรีรัมย์ ได้จ่ายเงินให้กับเกษตรกรไปแล้วทั้งสิ้น จำนวน 49,769 ราย ปริมาณข้าวเปลือก 240,236 ตัน วงเงิน 4,577.052 ล้านบาท คงเหลือค้างจ่ายเกษตรกร 14,887 ราย ปริมาณข้าวเปลือก 57,025 ตัน วงเงิน 1,011.345 ล้านบาท

ประชาชนจากทุกภาคส่วนในมหาสารคาม ร่วมเสนอแนวทางสร้างความปรองดอง เฉลิมฉลอง 150 ปี

ประชาชนจากทุกภาคส่วนในจังหวัดมหาสารคาม ร่วมเสนอแนวทางการเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปจังหวัดมหาสารคาม ลดความขัดแย้ง สร้างความสงบสุขมาสู่เมืองมหาสารคาม ตามแนวทาง " 150 ปี มหาสารคาม กินดี มีสุข รู้รักสามัคคี”

                   ที่ห้องประชุม 406 ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม ประชาชนจากทุกภาคส่วน ทั้งพระสงฆ์ ข้าราชการ นักวิชาการ ทหาร ตำรวจ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มพลังมวลชน ได้ร่วมกันเสนอแนวทางในการเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปจังหวัดมหาสารคาม ภายหลังจากที่ จังหวัดมหาสารคาม ได้หารือนอกรอบกับผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเห็นต่างทางการเมือง นักวิชาการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ซึ่งการรับฟังความเห็นในวันนี้ (3-6-57) มีนายนพวัชร สิงห์ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม พล.ต.ต.จิตรจรูญ ศรีวนิชย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม พ.อ.สมชาย เพ็งกรูด รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 ในฐานะ ผู้บังคับการกองกำลังรักษาความสงบ จังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วยพระสุทธิธรรมโสภณ เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม ฝ่ายธรรมยุต ร่วมเป็นประธานรับฟังความคิดเห็น

                    ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า การหารือในวันนี้ มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้จังหวัดมหาสารคามและประเทศไทย ไปสู่ความสุขสงบโดยเร็ว โดยจังหวัดมหาสารคาม ได้จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 พร้อมจัดตั้งศูนย์ฯในระดับอำเภอ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกฝ่าย พร้อมรวบรวมมาเป็นแนวคิดเห็น นำมาสู่การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น โดย การมีส่วนร่วมของประชาชนถือว่าสำคัญที่สุด ที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย และก้าวสู่การพัฒนาประชาธิปไตยต่อไปในอนาคต

                     สำหรับแนวทางการหารือในเบื้องต้น เพื่อเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปจังหวัดมหาสารคาม นั้น ยึดกระบวนการชุมชนเข้มแข้ง สร้างความไว้วางใจในชุมชน ลดความขัดแย้ง สอบถามความต้องการของประชาชน พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสที่มหาสารคาม มีอายุครบ 150 ปี ในปี พ.ศ.2558 ภายใต้แนวทาง " 150 ปี มหาสารคาม กินดี มีสุข รู้รักสามัคคี”




ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว

จังหวัดมหาสารคาม จัดอบรม-ทดสอบความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ

จังหวัดมหาสารคาม นำข้าราชการเข้ารับการอบรมและทดสอบความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 เพื่อเป็นแนวทางนำไปสู่การเป็นต้นแบบศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการประจำจังหวัด

(3-6-57) จังหวัดมหาสารคาม ได้จัดให้มีโครงการฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 พร้อมจัดให้มีการทดสอบ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติญ ดังกล่าว โดยมีข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดมหาสารคาม มาเข้ารับการอบรม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมได้มีความรู้เกี่ยวกับ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มีการปฏิบัติงานเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฯดังกล่าว อันจะไปสู่การเป็นต้นแบบศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการประจำจังหวัด รวมถึงได้ใช้ประโยชน์ในการทดสอบความรู้ ซึ่งผู้ผ่านการทดสอบจะได้รับประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยที่จังหวัดมหาสารคาม ได้กำหนดการทดสอบในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2557 ที่หอประชุมจังหวัดมหาสารคาม

นายนพวัชร สิงห์ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ในการอบรมความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 พร้อมจัดให้มีการทดสอบ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติญ ดังกล่าว นั้น เป็นส่วนสำคัญที่จะสามารถให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารของทางราชการแก่ประชาชน โดยประชาชนสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายที่ระบุใน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ทั้งสิทธิการได้รู้ การตรวจดูสำเนา ขอสำเนา ร้องเรียนและอุทธรณ์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้มีความโปร่งใส ตามหลักการ เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น

สำหรับปี 2557 จังหวัดมหาสารคาม มีหน่วยงานที่ให้ความสนใจในการจัดทำศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ รวม 8 หน่วยงาน คือ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด แขวงการทาง สำนักงานคลังจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด สำนักงานประกันสังคม และเรือนจำจังหวัดมหาสารคาม




ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว 

ผู้ว่าฯ-ตำรวจ-ทหาร จ.มหาสารคาม แถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาพร้อมยาบ้า12,000 เม็ด

ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบจังหวัดมหาสารคาม ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาค้ายาบ้า โดยได้ของกลางหลายรายการ พร้อมยาบ้ารวม 12,000 เม็ด

                          (3 มิ.ย. 2557) ที่ตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม นายนพวัชร สิงห์ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม พล.ต.ต.จิตรจรูญ ศรีวนิชย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรมหาสารคาม พ.อ.สมชาย เพ็งกรูด ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดปฏิบัติการ กก.สืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด 3 ราย คือ รายที่ 1 จับกุมนายบุญทัน หรือ ทัน พรมวงษา อายุ 48 ปี เลขที่ 42 ม.9 ต.นาคำ อ.ศรีสงคราม จว.นครพนม และ นายธีระเดช หรือ โจ้ ครุฑคำ อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 228/5 ถนนเจริญเมือง ต.พระธาตุเชิงชุม อ.เมือง จว.สกลนคร โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท1(ยาบ้า)ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน10,000 เม็ด โทรศัพท์ 3 เครื่อง รถยนต์ปิคอัพ ยี่ห้อ โตโยต้า วีโก้ พรีรันเนอร์ สีดำ 1 คัน โดยจับกุมได้ที่บริเวณริมถนนสายบรบือ-นาเชือก

                     อีกราย เป็นการจับกุม นายหนูจี หรือ กุง เทียงดี อายุ 36 ปี เลขที่ 5 ถนนนาเชือก-บรบือ ต.นาเชือก อ.นาเชือก จว.มหาสารคาม ข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท1(ยาบ้า)ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย พร้อมของกลาง - ยาบ้า 2,000 เม็ด - โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ที่บริเวณริมถนนสายบรบือ-นาเชือก บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 19 บ้านโนนแดง ต.โนนแดง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม

                     ซึ่งการแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาในคดียาบ้าครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ดำเนินการกวาดล้างภายใต้การประกาศกฎอัยการศึก เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม โดยได้จับกุมผู้ต้องหารวม 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้า รวม 12,000 เม็ด โดยได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางที่ยึดได้ทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนแต่ละท้องที่เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป





ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว

กลุ่มความเห็นแตกต่างจังหวัดเลยจับมือปรองดอง สมานฉันท์

กลุ่มความเห็นแตกต่างทางการเมืองในจังหวัดเลย  จับมือปรองดองสมานฉันท์  เลิกแบ่งฝ่ายหันกลับมาสร้างความสามัคคี สร้างความสงบสุขในสังคม และร่วมมือกันพัฒนาบ้านเมือง

                เมื่อเช้านี้ (๒ มิ.ย. ๕๗) ที่หอประชุมอำเภอวังสะพุง  จังหวัดเลย พลตรีวรทัต  สุพัฒนานนท์ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเลย ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบ ประจำจังหวัดเลย  นายวิโรจน์  จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย และ พลตำรวจตรีศักดา  วงศ์ศิริยานนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย ในฐานะที่ปรึกษากองกำลังรักษาความสงบพื้นที่จังหวัดเลย ได้ร่วมเป็นสักขีพยาน พิธีสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ของกลุ่มที่มีความเห็นแตกต่างทางการเมืองของอำเภอวังสะพุง

                ผู้บัญชาการการกองกำลังรักษาความสงบประจำจังหวัดเลย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๐ ปี    ที่ผ่านมาสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป  ประชาชนชาวไทยไม่มีรอยยิ้ม  ไม่มีความสุข การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม ไม่ก้าวหน้า เนื่องมาจากความแตกแยกทางการเมือง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกาศยึดอำนาจการปกครอง เพื่อหาทางออกให้กับประเทศชาติ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่ทุกฝ่ายในบ้านเมือง แม้จะเคยมีความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง แต่ต่างก็มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ประเทศชาติสงบสุข มีความมั่นคง เจริญก้าวหน้า        จะได้หันหน้าเข้าหากัน เลิกความแตกแยก และหันมาสร้างความสามัคคีปรองดอง เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าต่อไป

                ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวว่า  ช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน นับเป็นโอกาสที่ดีที่คนไทย จะได้ร่วมมือกันสถาปนาความมั่นคง ยั่งยืนให้กับ สถาบันชาติ  ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติการทำกิจกรรมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของคนไทยทั้งประเทศที่จะร่วมกันเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ชาวไทยเทิดทูนเหนือสิ่งใด และจะเป็นส่วนสนับสนุนให้ระบบการเมืองไทย มีคุณธรรม  ด้วยหลักธรรมาภิบาล  ร่วมกันทำบ้านเมืองให้ดี  มีความสงบสุข และมั่นคง

                ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย กล่าวว่า ภาพการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ครั้งนี้ จะเป็นประวัติศาสตร์ของจังหวัดเลย  เป็นภาพที่ผู้ใดพบเห็นย่อมจะนำมาซึ่งความดีใจ  ความสุขใจ และความสงบสุขของบ้านเมือง จะกลับคืนมาจากการสร้างความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์ ในครั้งนี้

                นายธนกฤต  อันทะระ และ นายสากล  สาหล้า  แกนนำกลุ่มที่มีความเห็นทางการเมืองต่างกัน ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า  ยินดีสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยให้สงบสุข  ร่วมมือกันสร้างความเจริญให้กับบ้านเมืองต่อไป  จากนั้นทั้งสองฝ่ายได้เปลี่ยนไปใส่เสื้อสีเดียวกัน เพื่อยืนยันว่า จะไม่แตกแยกแบ่งฝ่ายอีกต่อไป  จากนั้นได้มีการบายศรีสู่ขวัญผู้ร่วมปรองดองสมาฉันท์

                ในขณะเดียวกัน  ที่อำเภอนาด้วง  ก็ได้จัดกิจกรรมสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ที่หอประชุมอำเภอนาด้วง  มีกลุ่มผู้มีความเห็นแตกต่างทางการเมือง กลุ่มพลังมวลชน  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  ผู้บริหาร และผู้นำท้องถิ่น  ภาคประชาชน และนักเรียนนักศึกษา ของอำเภอนาด้วงเข้าร่วมกิจกรรมประกาศสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เพื่อร่วมกันนำความสงบสุขมาสู่บ้านเมือง  และสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติบ้านเมืองด้วย

กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัดศรีสะเกษ เตือนประชาชนอย่าได้หลงเชื่อข่าวลือ

พันโท วรากร ธนยั่งยืน เสนาธิการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ประจำจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารหรือมีบุคคลแอบอ้างว่าเป็นทหาร เข้าทำการตรวจค้นและทำยึดสิ่งของตามบ้านเรือนราษฎร ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยอ้างว่าปฏิบัติตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก นั้น

กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัดศรีสะเกษ ขอชี้แจงให้ทราบว่า การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การกระทำของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัดศรีสะเกษ และขอแจ้งว่า ปัจจุบัน มีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ไม่หวังดี มีการปล่อยข่าวว่ามีการกระทำดังกล่าว และมีกลุ่มคนที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ทหารเข้าปฏิบัติการดังกล่าว เพื่อสร้างความแตกแยกและสร้างความเช้าใจผิดกับพี่น้องประชาชน และอาจมีกลุ่มมิจฉาชีพใช้สถานการณ์ปัจจุบันแอบอ้างปฏิบัติ

กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัดศรีสะเกษ จึงขอชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่า อย่าได้หลงเชื่อกับข่าวลือดังกล่าว หรือหากมีการกระทำดังกล่าวจริง ก็ไม่ใช่การกระทำของหน่วยกองกำลังของทหาร และขอแจ้งให้ทราบว่า หากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัด ศรีสะเกษ จะมีการจัดเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นหรือเข้ายึดสิ่งของที่ผิดกฎหมายจากประชาชน จะมีการดำเนินการดังนี้

1. เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตำรวจ จะแต่งเครื่องแบบถูกต้องทุกครั้งในการเข้า ปฏิบัติงาน

2. การเข้าปฏิบัติทุกครั้ง จะมีเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติร่วม ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน

3. หากมีการตรวจพบผู้กระทำผิด เจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัด ศรีสะเกษ จะนำผู้กระทำความผิดและของกลางส่งมอบให้ สภอ.ในพื้นที่ ดำเนินการต่อไป

หากมีการปฏิบัตินอกเหนือที่แจ้งไป การปฏิบัตินั้น ๆ ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัดศรีสะเกษ หากพี่น้องประชาชนทราบข่าว หรือถูกดำเนินการจากบุคคล กลุ่มบุคคล ขอให้เจ้งเจ้าหน้าที่ปกครองในท้องที่เข้าดำเนินการ หรือแจ้งได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัดศรีสะเกษ โทร 045-.611815 หรือ พ.ท.วรากร ธนยั่งยืน เสนาธิการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ประจำจังหวัดศรีสะเกษ โทร 080-6397121



สมกมล คงอาชวะ/ข่าว/พิมพ์
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ
 2 มิ.ย. 2557

กองทัพภาคที่ 2 จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์และช่วยเหลือประชาชนประจำจังหวัดศรีสะเกษ หลังประกาศกฏอัยการศึก

พลตรี ทวีศักดิ์ ไชยโย รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดศรีสะเกษ แจ้งมายัง นายพินิจ วงษ์โสภา ประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษว่า หลังจากที่มีประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมานั้น กองทัพภาคที่ 2 ได้จัด”กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัดศรีสะเกษ” และ”จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์และช่วยเหลือประชาชน” เพื่อรับข่าว แจ้งข่าว ช่วยเหลือและแนะนำประชาชนในการปฏิบัติในห้วงที่มีประกาศกฎอัยการศึก

กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำจังหวัดศรีสะเกษ” และ”ศูนย์ประชาสัมพันธ์และช่วยเหลือประชาชน” ตั้งอยู่ที่ห้องประชุมไกรภักดี ชั้น 2 อาคารศาลากลางจังหวัด(หลังเก่า) โดยมี พันเอก อัครเดช บุญเทียม ผู้บังคับกรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 ค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด เป็นผู้รับผิดชอบ

จึงประชาสัมพันธ์ มายังพี่น้องประชาชนให้ทราบ หากพี่น้องมีข่าวสารใด ๆ ที่จะแจ้ง หรือขอคำแนะนำ ช่วยเหลือ สามารถติดต่อประสานงานได้ตามที่อยู่ข้างต้น




สมกมล คงอาชวะ/ข่าว/พิมพ์
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ
2 มิ.ย. 2557

อุดรธานีประชุมติดตามการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล

จังหวัดอุดรธานีร่วมกับคณะศิษยานุศิษย์พระธรรมวิสุทธิมงคล ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ประชุมติดตามความคืบหน้าในการเตรียมการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล "หลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน” อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

ที่ห้องประชุมสบายดี ชั้น4 ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี บ่ายวันนี้ ( 2 มิ.ย.57 ) นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าในการเตรียมการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตามหาบัวญาณสัมปันโนโดยมีคณะศิษยานุศิษย์พระธรรมวิสุทธิมงคล ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ร่วมประชุม

โดยในการประชุมดังกล่าวที่ประชุมมีการหารือเกี่ยวกับปรับเปลี่ยนสถานที่ในการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิ สุทธิมงคลจากเดิมกำหนดจัดสร้างขึ้นในบริเวณจิตกาธานองค์หลงตา ต่อมาที่ประชุมพระมหาเถระและพระเถระ ๒๐ รูป เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับองค์หลวงตาฯ จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ อาทิ เจ้าคุณพระอุดมญาณโมลี(หลวงปู่จันทร์ศรี) วัดโพธิสมภรณ์, หลวงปู่บุญมี วัดป่านาคูณ, หลวงปู่บุญเพ็ง วัดถ้ำกลองเพล, หลวงปู่ลี วัดภูผาแดง เป็นต้น คณะสงฆ์มีมติเป็นเอกฉันท์ยืนยันสถานที่ก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ฯ ให้เป็นไปตามความเมตตาขององค์หลวงตาฯที่เมตตายอมรับคำปวารณาในที่ดิน ๓๑ ไร่ ซึ่งนางประไพพร เดชตีรยากร ถวายเพื่อโครงการนี้ ทั้งนี้เนื่องจากผู้บริจาคที่ดินรายนี้ได้ประสบกับภาวะโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้าสมาชิกในครอบครัวอย่างรุนแรง จึงเป็นเหตุสำคัญให้ได้เข้ากราบขอความเมตตาและแสดงเจตนารมณ์ ต่อองค์หลวงตาฯ แม้ในทีแรกองค์หลวงตาฯไม่ได้ว่ากล่าวประการใด แต่ต่อมาองค์ท่านก็ปรารภเรื่องนี้ขึ้นและเมตตาโดยลงนามรับมอบการโอนที่ดินจนแล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ซึ่งแม้มิใช่การชี้จุดด้วยองค์ท่านเอง แต่คณะสงฆ์ทุกรูปก็ได้รับทราบชัดเจนในเจตนารมณ์ขององค์หลวงตาฯที่ได้รับมอบที่ดินดังกล่าว ดังนั้น คณะสงฆ์จึงยอมรับและดำเนินโครงการในที่ดินแปลงนี้ได้ด้วยเคารพบูชาอย่างสูงสุดในพระเมตตาขององค์หลวงตาฯ ที่มีต่อผู้ป่วยไข้และต่อโลก

สำหรับประชาชนที่มีความประสงค์จะร่วมสมทบทุนการก่อสร้างสามารถบริจาคสามารถบริจาคโดยตรงได้ที่วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี หรือบริจาคผ่านบัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี "ร่วมสร้างเจดีย์ถวายหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนโดยพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน” ธนาคาร กสิกรไทย สำนักงานสาขาอุดรธานีเลขที่บัญชี 110-2-33344-4 , ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลพลาซ่า เลขที่บัญชี 859-223576-1, ธนาคาร กรุงเทพ สาขาอุดรธานีเลขที่บัญชี 284-7-38388-8, ธนาคาร กรุงไทย สาขาอุดรธานีเลขที่บัญชี 401-3-13864-6 , ธนาคาร กรุงไทย สาขาตลาดหนองบัวเลขที่บัญชี 426-0-35998-3ชื่อบัญชี "กองทุนสร้างเจดีย์พระอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน โดยพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน” ธนาคาร กรุงเทพ สาขาเอกมัยเลขที่บัญชี 063-0-30191-9, ธนาคาร กสิกรไทย สาขาเอกมัยเลขที่บัญชี 059-2-63333-9, ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาเอกมัย เลขที่บัญชี 078-233067-4และท่านใดต้องการให้ออกใบอนุโมทนาบัตรของวัดป่าบ้านตาด ให้ส่งรายละเอียดการโอนพร้อมที่อยู่ติดต่อได้ มาที่สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน309/1 ม.1 ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000โทร. 042-214114 โทรสาร 042-214115Email: sbttvfm@hotmail.com, sbt_radio@hotmail.comและร่วมบริจาคผ่านบัญชีสะสมทรัพย์ ชื่อบัญชี "มูลนิธิจุฬาภรณ์ เพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ฯ หลวงตามหาบัวณ วัดป่าบ้านตาด”ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่าเลขที่บัญชี 229-0-98333-3 และส่งแบบฟอร์มพร้อมสำเนาการโอนเงินมาที่ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์54 ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่กรุงเทพฯ 10210(เพื่อดำเนินการจัดส่งใบเสร็จรับเงิน นำไปลดหย่อนภาษีได้)

สำหรับยอดเงินบริจาคเพื่อพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ฯ จนถึงขณะนี้มียอดรวมทั้งสิ้น 369,931,677.39 บาท (สามร้อยหกสิบเก้าล้านเก้าแสนสามหมื่นหนึ่งพันหกร้อยเจ็ดสิบเจ็ดบาท สามสิบเก้าสตางค์)





ทีมข่าว ส.ปชส.อด.
ศรีภูมิ ทองใหญ่ ณ อยุธยา ข่าว/ภาพ
อภิธรรม สิทธิเดชกุลศิลป์ / ภาพนิ่ง

อุดรธานีจัดงานมหกรรมรวมพลคน TO BE NUMBERONE ศรีอุดรธานี ครั้งที่ ๒

จังหวัดอุดรธานี จัดงานมหกรรมรวมพลคน TO BE NUMBERONE ศรีอุดรธานี ครั้งที่ ๒ ต้อนรับคณะกรรมการประเมินโครงการทูบีนัมเบอร์วันกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการเป็นจังหวัดทูบีนัมเบอร์วันวันดีเด่นระดับประเทศและเพื่อการก้าวสู่จังหวัดทูบีนัมเบอร์วันดีเด่นระดับประเทศ

เมื่อเวลา 11.00 น.วันนี้ ( 2 มิ.ย.57 ) ที่ห้องประชุมทองใหญ่ ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และคณะกรรมการทูบีนัมเบอร์วันจังหวัดอุดรธานี องค์กรเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนคณะกรรมการประเมินโครงการทูบีนัมเบอร์วันกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วยนายพีรพัฒน์ พรศิริเลิศกิจ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานในฐานะ ประธานกรรมการ นางธิดา จุลินทร ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 8 กรมสุขภาพจิต กรรมการ , นางกัญญารัตน์ จิรจินดา นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรรมการ และ นางสาวดวงกมล พลศิริพิพัฒน์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ สำนักงานโครงการ TO BE NUMBER ONE เลขานุการ ซึ่งในการเดินทางมาตรวจประเมิน คณะกรรมการมีกำหนดการลงประเมินในระดับพื้นที่เพื่อนำคะแนนไปประกอบในการประกวดระดับประเทศและเพื่อดูผลการดำเนินงานเชิงประจักษ์

นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานีได้ร่วมโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีมาตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบันและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีได้มีกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงบวกมาอย่างสม่ำเสมอ โดยในปี 2557 จังหวัดอุดรธานีได้ร่วมการประกวดกิจกรรม จังหวัด/ชมรม TO BE NUMBER ONE ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 โดยส่งชมรมเข้าร่วมการประกวด 6 ชมรม และผ่านการประกวดเป็นตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อเข้ารอบประกวดระดับประเทศในวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2557 จำนวน 4 ประเภท คือ จังหวัด TO BE NUMBER ONE (โดยผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ,ชมรมในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ประเภทพร้อมเป็นต้นแบบระดับเงินปีที่ 1 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี สังกัดเทศบาลนครอุดรธานี,ชมรมในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ประเภทดีเด่น โรงเรียนพันดอนวิทยา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี และชมรมในสถานประกอบการขนาดกลาง-เล็ก ประเภทดีเด่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาอุดรธานี

ทั้งนี้จากผลจากการที่จังหวัดอุดรธานี ได้ดำเนินงานTO BE NUMBER ONE มาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดกิจกรรมดีๆที่เป็นความภาคภูมิใจของเด็ก เยาวชน ประชาชนในจังหวัดอุดรธานี อาทิ ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าประกวดระดับประเทศ 3 ปี ซ้อน ( ปี 2553-2555 ) , โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี สังกัดเทศบาลนครอุดรธานีได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ระดับประเทศ ประเภทชมรมในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ประเภทดีเด่นปี 2556 ,รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 6 ระดับประเทศ เยาวชนต้นแบบเก่งและดี TO BE NUMBER ONE ปี 2555 นายพฤหัส นาคเสน สมาชิกชมรม ฯจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี , รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ เยาวชนต้นแบบเก่งและดี TO BE NUMBER ONE ( TO BE NUMBRR ONE IDOLS ) ปี 2556 นายอภิวัฒน์ จันทลีลา สมาชิกชมรม ฯจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และรองชนะเลิศอันดับ 3 ระดับประเทศ TO BE NUMBER ONE TEEN THAILAND DANCERCISE ปี 2554




ทีมข่าว ส.ปชส.อด.
ศรีภูมิ ทองใหญ่ ณ อยุธยา ข่าว/ภาพ
อภิธรรม สิทธิเดชกุลศิลป์ / ภาพนิ่ง

ภาคอีสาน 20 จังหวัด จับคู่ธุรกิจกัมพูชา 54 สัญญา เร่งนโยบายจำหน่ายผลผลิตสู่อาเซียนและเปิดจุดผ่านแดนถาวรเพิ่มขึ้น

นายสิทธิพร บางแก้ว พาณิชย์จังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงพาณิชย์ นำโดย นายวุฒิชัย ดวงรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นำคณะผู้แทนภาครัฐจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและผู้ประกอบการภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ร่วมบันทึกจัดทำข้อตกลงสินค้าเกษตร (Contract Farming) และเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับ 5 จังหวัดของราชอาณาจักรกัมพูชา ประกอบด้วย จังหวัดเสียมราฐ กำปงธม พระวิหาร อุดรมีชัย สตรึงเตร็ง โดยมีพิธีลงนามในสัญญาข้อตกลงซื้อขายสินค้าเกษตร(Contract Farming ) และ จับคู่ธุรกิจ(Business Matching ) ปี 2557 จำนวน 54 สัญญา มูลค่ารวม 328 ล้านบาท เป็นบันทึกข้อตกลงซื้อขายผลผลิตทางการเกษตร(Contract Farming ) จำนวน 17 ฉบับ โดยเป็นผู้ประกอบการไทย 7 ราย ผู้ประกอบการราชอาณาจักรกัมพูชา 13 ราย รวม 9 ชนิดสินค้า ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวสาร มันสำปะหลัง มันเส้น เมล็ดกาแฟคั่ว เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กล้วยน้ำว้า ถั่วเหลือง และข้าวหอมมะลิอินทรีย์ และบันทึกความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน (Business Matching) 37 ราย โดยเป็นผู้ประกอบการไทย 17 ราย ผู้ประกอบการราชอาณาจักรกัมพูชา 20 ราย รวม 17 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ มุ้ง ปุ๋ย ยาปราบศัตรพืช จิ้งหรีด สารเร่งฮอร์โมนในข้าว ธุรกิจท่องเที่ยว สบู่ แชมพู เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่พร้อมปรุง รถแทรกเตอร์ น้ำมันสมุนไพร พันธุ์ปลา อาหารสัตว์ น้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์พลาสติก น้ำยาขจัดกลิ่นในห้องน้ำ และการแสดงศิลปวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือด้านข้อตกลงในการส่งเสริมการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว ระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งได้มีการทบทวนคู่สัญญาปี 2556-57 ในเรื่อง Contract Farming และ Business Matching เพื่อมุ่งสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558 โดยจะจัดกิจกรรมต่อเนื่องการเจรจา หารือทุกด้าน เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมในการดำเนินงานพร้อมการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่าง 2 ประเทศ ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี การอำนวยความสะดวกการข้ามแดน แม้กระทั่งเสนอที่จะส่งเสริมให้มีการพัฒนาจุดผ่อนปรนช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ตรงข้ามกับช่องอานแซะ อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ของกัมพูชา และช่องสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ตรงข้ามกับช่องจุ๊บโกกี อำเภอบันเตียอำปึล จังหวัดอุดรมีชัย ของกัมพูชา ให้ทั้ง 2 จุด เป็นจุดผ่านแดนถาวร ซึ่งในขณะนี้ส่วนกลางของราชอาณาจักรกัมพูชาได้อนุมัติให้เปิดเป็นจุดผ่านแดนถาวรได้แล้วและจะมีการเปิดเป็นทางการระหว่าง 2 ประเทศในโอกาสต่อไป

เกษตรกรปลูกหอมแบ่งนครพนมได้รับความเดือดร้อนราคาตกต่ำ

เกษตรกปลูกหอมแบ่งนครพนม  ได้รับความเดือดร้อนราคาตกต่ำ  ต้องการจำหน่ายทั้งในและนอกจังหวัด

นายสมหวาน  ลางวงษ์  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดงขวาง  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม  เปิดเผยว่า  ชาวตำบลดงขวางปลูกหอมแบ่งเป็นอาชีพเสริมเพื่อไว้ขายในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคมที่ผ่านมา  ต้องประสบปัญหาเนื่องจากต้นทุนสูงและผลผลิตที่ออกมาไม่สามารถขายได้  ทางจังหวัดนครพนมได้มีการช่วยเหลือในเบื้องต้นโดยให้ทุกอำเภอรับไปจำหน่าย  จำนวน  162 ตัน  ในราคากิโลกรัมละ 8 บาท  เป็นเงิน 1,296,000 บาท  ซึ่งยังมีหอมแบ่งอีกกว่า 300 ตัน ที่รอการจำหน่ายทั้งในและต่างจังหวัด  จึงอยากให้ผู้ต้องการหรือพ่อค้ามารับซื้อหอมแบ่งไปจำหน่าย  ซึ่งหากเกินระยะเวลาอีกหนึ่งเดือนหรือเกิดฝนตกจะทำให้หอมแบ่งเน่าเสียเกษตรกรต้องขาดทุนเพิ่มขึ้น

การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุในชุมชน ปี 2557

จังหวัดนครพนมจัดโครงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ผู้สูงอายุอย่างมีคุณค่า  เพื่อให้ผู้อายุได้ปรับตัวก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ

นายคุมพล  บรรเทาทุกข์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม  กล่าวว่า   การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและโครงสร้างกลุ่มผู้สูงอายุของประเทศไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น  ขณะที่สัดส่วนประชากรวัยแรงงานที่ต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุมีแนวโน้มลดลง  การเปลี่ยนแปลงจึงมีผลกระทบต่อผู้สูงอายุทั้งทางตรงและทางอ้อม  ซึ่งปัจจุบันผู้สูงอายุต้องเผชิญกับภาวะเสี่ยงในการดำรงชีวิตด้านต่างๆ ได้แก่  ปัญหาสุขภาพตั้งแต่พื้นฐานถึงระดับเรื้อรัง  ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมในการบริโภคและวิธีดำรงชีวิตที่ไม่เหมาะสม  รวมถึงต้องอยู่ตามลำพังและพึ่งพาตนเองมากขึ้น การตกอยู่ในภาวะยากจนรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ  จังหวัดนครพนมจึงได้จัดกิจกรรมเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุในชุมชน รุ่นที่ 4 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลดงขวาง  อ.เมืองนครพนม โดยมีกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป จำนวน 250 คน  เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความรู้  ความเข้าใจเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ  อาทิ  การปรับตัว  การวางแผนการดำรงชีวิต  การปรับสภาพกาย จิตใจ  อารมณ์  สังคมและสุขภาพให้สามารถเผชิญกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเมือเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ  และนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการปฏิบัติตนเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพต่อไป

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชน ร่วมต้อนรับผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี คนใหม่พร้อมปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน และช่วยแก้ไขปัญหา พัฒนาบ้านเมือง ให้สังคมอยู่ดี มีสุข

ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชน ร่วมต้อนรับผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี คนใหม่พร้อมปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน และช่วยแก้ไขปัญหา พัฒนาบ้านเมือง ให้สังคมอยู่ดี มีสุข

บ่ายวันนี้(1 มิ.ย.57) นายเสริม ไชณรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีคนใหม่ พร้อมด้วยนางโศภิต ไชยณรงค์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอุบลราชธานีคนใหม่ เดินทางมารับตำแหน่งใหม่ ได้เดินทางเข้าสักการะไหว้ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี สักการะอนุสาวรีย์พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (ท้าวคำผง) สักการะพระบรมราชุนุสาวรีย์ ร.5 ที่ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี(หลังเก่า) และสักการะพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง วัดป่าใหญ่ โดยมีนายธัชชัย ศรีสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชน ให้การต้อนรับ ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวขอบคุณ กับหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชน ที่มาร่วมต้อนรับ พร้อมปฏิบัติหน้าที่รับใช้พี่น้องประชาชน และช่วยแก้ไขปัญหา พัฒนาเมือง เพื่อให้สังคมอยู่ดี มีสุข และเจริญก้าวหน้าขึ้นไป ประวัติผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบัน อายุ 55 ปี การศึกษา

        ปริญญาตรีศิลปะศาสตร์บัณฑิต (สาขารัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
        ระดับปริญญาโท ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต (สาขาพัฒนาสังคม) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
         สมรส นางโศภิต ไชยณรงค์ ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการเขต ธนาคารออมสิน เขตบุรีรัมย์
         ประวัติการรับราชการเมื่อปี 2535 เป็นปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์
         ปี 2537 เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์
         ปี 2538 ผู้ตรวจราชการส่วนท้องถิ่น จังหวัดบุรีรัมย์
         ปี 2539 จ่าจังหวัดบุรีรัมย์
         ปี 2540 ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์
         ปี 2541 นายอำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี
         ปี 2542 นายอำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์
         ปี 2544 นายอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
         ปี 2545 นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์
         ปี 2548 ปลัดจังหวัดบุรีรัมย์
         ปี 2549 ปลัดจังหวัดน่าน
         ปี 2550 ปลัดจังหวัดอุทัยธานี
         ปี 2551 รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์
         ปี 2553 เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์
         ปี 2554 เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย 2 มิถุนายน
         ปี พ.ศ. 2557 ดำรงคำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เครื่องราชอิสราภรณ์มหาวชิรมงกุฎ ( ม.ว.ม.) สาย 3

ตำรวจ ปกครอง ทหาร ร่วมกันกุมจับสาวลาวรับจ้างขนยาบ้า 15,000 เม็ด

วันนี้ ( 2 มิถุนายน 2557 ) ที่จุดตรวจเข้มแข็งบ้านเหล่าหลวง อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ  ทหารค่ายพระยอดเมืองขวาง จังหวัดนครพนม ร่วมกับปกครองอำเภอนิคมคำสร้อย  โดยการนำของ พ.ต.อ.ณรงค์ นาคทั่ง ผู้กำกับการตำรวจภูธรนิคมคำสร้อย  นายเอกพงษ์ ขวานคร  ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง  ได้ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เพื่อสกัดกั้นป้องกันการลักลอบขนยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย  มิให้มีการลักลอบขนเข้าไปยังพื้นที่ส่วนใน ตามนโยบายของรัฐบาลและตำรวจภูธรภาค 4 ขณะตั้งจุดตรวจที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งเป็นถนน 4 ช่องจราจร และเป็นถนนสายหลักไปยังจังหวัดยโสธร อำนาจเจริญ และจังหวัดนครราชสีมา  ได้จับกุม นางอำไพวัน  ไม่มีนามสกุล  อายุ 34 ปี ถือพาสปอร์ต เลขที่ P 0120325 เมืองจำพอน  แขวงสะหวันนะเขต  สปป.ลาว  พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 15,000 เม็ด ขณะเดินทางมากับรถโดยสารปรับอากาศสาย  มุกดาหาร – นครราชสีมา  และมีท่าทางพิรุธ และถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นที่กระเป๋าใส่เสื้อผ้า  ซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะที่นั่งผู้โดยสาร พบห่อวัสดุพันทับด้วยเทปกาวอย่างดีจำนวน 8 มัดอยู่ในกระเป๋า เพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่อีกชั้นหนึ่งจากการตรวจสอบพบเป็นยาบ้า จำนวน 15,000 เม็ด

จากการสอบถามนาง อำไพวัน  ให้การรับสารภาพว่า ได้มีชายไม่ทราบชื่อ จากประเทศเพื่อนบ้าน ว่าจ้างให้เดินทางมารับยาบ้า ที่หน้าโรงพยาบาลมุกดาหาร จากนั้นได้ไปขึ้นรถโดยสารประจำทางสายมุกดาหาร – นครราชสีมา  ที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารมุกดาหาร ให้นำไปส่งกับผู้ซื้อที่จังหวัดนครราชสีมา ในราคาค่าจ้างจำนวน 50,000 บาท เมื่อยาบ้าถึงมือผู้ซื้อ จึงจะได้รับเงินค่าจ้างดังกล่าว  เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต  ก่อนส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรนิคมคำสร้อย  เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป




พิพัฒน์ เพชรสังหาร
ส.ปชส.มุกดาหาร/ข่าว/ภาพ

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๕๗ รอบ ๒

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัญชลี  ตัตตะวะศาสตร์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ เปิดเผยว่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษา ในระดับบัณฑิตศึกษา ประจำภาคการศึกษาต้น   ปีการศึกษา ๒๕๕๗ รอบ ๒ จำหน่ายใบสมัครและรับสมัคร ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ ให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ น. ปิดทำการวันหยุดนักขัตฤกษ์

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บัณฑิตวิทยาลัย อาคารพิมล กลกิจ ชั้น ๓ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น หรือทาง http://gs.kku.ac.th เบอร์โทรศัพท์หมายเลข ๐-๔๓๒๐-๒๔๒๐, ๐-๘๘๐๖๒-๐๑๓๒, ๐-๘๘๐๖๒-๐๑๓๓




สุภาวดี  อัมไพพันธ์
ส.ปชส.มุกดาหาร/ข่าว

ศาลจังหวัดมุกดาหาร ประกาศสอบราคาจ้างปรับปรุงซ่อมแซมอาคาร

นายพลพัฒน์ ศรศักดา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดบึงกาฬ เปิดเผยว่าศาลจังหวัดมุกดาหาร ประกาศสอบราคาจ้างปรับปรุงซ่อมแซมอาคารศาลจังหวัดมุกดาหาร ถนนวิวิธสุรการ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๗ ในราคากลาง ๘๖๐,๐๐๐ บาท (แปดแสนหกหมื่นบาทถ้วน)  พร้อมกำหนดดูสถานที่ที่ทำการศาลจังหวัดมุกดาหาร ณ ห้องประชุมศาลจังหวัดมุกดาหาร ในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ น.เป็นต้นไป และกำหนดยื่นซองสอบราคา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ ในวันและเวลาราชการ ณ ส่วนการคลัง(งานพัสดุ) ศาลจังหวัดมุกดาหาร และกำหนดเปิดซองใบเสนอราคาในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมศาลจังหวัดมุกดาหาร ศาลจังหวัดมุกดาหาร ถนนวิวิธสุรการ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

ทังนี้ ผู้ที่สนใจติดต่อขอรับเอกสารสอบราคาได้ที่ส่วนคลัง (งานพัสดุ) ศาลจังหวัดมุกดาหาร ถนนวิวิธสุรการ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึง ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ หรือสอบถามที่โทรศัพท์หมายเลข ๐ ๔๒๖๑ ๑๓๑๓ ต่อ ๑๐๓ และเว็บไซต์  http://www.coj.go.th/mdhc ในวันและเวลาราชการ




สุภาวดี  อัมไพพันธ์
ส.ปชส.มุกดาหาร/ข่าว

จังหวัดร้อยเอ็ดจ่ายเงินจำนำข้าวเปลือกแก่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอเสลภูมิ ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดเผยการดำเนินการในภาพรวมเป็นไปตามนโยบายของ คสช.

วันนี้ (2 มิ.ย.57) เวลา 09.30 น.นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานในพิธีมอบจ่ายเงินจำนำข้าวแก่เกษตรชาวนา ณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรอำเภอเสลภูมิ โดยมีเกษตรกรชาวนาในพื้นที่อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า การจ่ายเงินจำนำข้าวที่จังหวัดร้อยเอ็ด ภาพรวมได้เป็นไปนโยบายของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายทุกประการ ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้น และประชาชนมีความสุข ส่วนเกษตรกรชาวนาที่ได้รับเงินไปแล้วจะได้รับการดูแลจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ไม่ให้ถูกเรียกเก็บหนี้จากเจ้าหน้าที่นอกระบบ แต่การเป็นหนี้ต้องชำระ โดยมีการใช้จ่ายอย่างพอประมาณ ยึดหลักบัญชีครัวเรือนเป็นแนวทางการบริหารเงิน

นายมงคล พรงาม ผู้จัดการสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวด้วยว่า ในส่วนของ ธกส.สาขาเสลภูมิ มีเกษตรกรนำข้าวเปลือกมาจำนำในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 จำนวน 11,293 ราย จำนวน 40,085 ตัน เป็นเงินตามใบประทวน 745 ล้านบาท ได้จ่ายเงินจำนวนข้าวให้เกษตรกรแล้ว 6,813 ราย เป็นจำนวนเงิน 539 ล้านบาท คงเหลือเกษตรกรรอรับเงิน 4,480 ราย เป็นเงินจำนวน 205 ล้านบาท คาดการว่าจะจ่ายเงินทั้งหมดได้ภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2557




วิมล เร่งศึก/ข่าว
กมลพร คำนึง/บก.ข่าว
2 มิ.ย. 57

หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ พ่อค้า ประชาชนชาวจังหวัดร้อยเอ็ด ให้การต้อนรับผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดคนใหม่ อย่างอบอุ่น

วันที่ 1 มิถุนายน 2557 เวลา 12.00 น.. หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ พ่อค้า สมาคม มูลนิธิ และชาวจังหวัดร้อยเอ็ด นำโดยนายเลอเกียรติ แก้วศรีจันทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ให้การต้อนรับ นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วยนางสิริพร สงบธรรม นายกเหล่ากาชาดจังหวัดร้อยเอ็ด ที่บ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด โอกาสที่เดินทางมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด

นายสมศักดิ์ จังตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดคนใหม่ เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2505 จังหวัดขอนแก่น จบการศึกษาระดับปริญญาตรีรัฐศาสตร์บัณฑิต (รบ.) สาขา บริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทพัฒนาบริหารศาสตร์มหาบัณฑิต (พบ.ม.) สาขา รัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ ปรัชญาดุษฏีบัณฑิต (ปร.ด.) สาขาวิชา การจัดการภาครัฐและเอกชน มหาวิทยาลัย คริสเตียน เริ่มชีวิตรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ ในจังหวัดลพบุรี จากนั้ชีวิตการรับราชการเจริญเติบโตตามลำดับ ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยป้องกันจังหวัด,ผู้ช่วยผู้ตรวจการส่วนท้องถิ่น จังหวัดสงขลา ผู้ตรวจการส่วนท้องถิ่นจังหวัดนนทบุรี นายอำเภอไทยน้อย จังหวัดนนทบุรี นายอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เลขา นุกรมการปกครอง หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครปฐมและจังหวัดสกลนคร ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และที่ปรึกษาด้านความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนคุณวุฒิ) เป็นตำแหน่งก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ผ่านการอบรมหลักสูตรสำคัญ หลายหลักสูตร เช่น หลักสูตร นักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 46 สถาบันดำรงราชานุภาพ กระทรวงมหาดไทย หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร ภาครัฐร่วมเอกชน (วปรอ) รุ่นที่ 23 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ฯลฯ มีผลงานทางวิชาการหลายผลงาน อาทิ วิทยานิพนธ์ เรื่อง การจัดการความขัดแย้ง โดยนายอำเภอของประชาชนในประเทศไทย,เอกสารการศึกษาส่วนบุคคล เรื่อง ปัญหาในการทำหน้าที่ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลของปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล บทความนิตยสารเทศาภิบาล เดือนมกราคม 2555 เรื่อง ดาราวัยรุ่นกับยาเสพติด บทความนิตยสารเทศาภิบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เรื่อง แนวทางการป้องกันการหวนกลับไปเสพยาเสพติดของเยาวชน และงานอื่นๆ อาทิ เป็นคณะทำงานยกร่างสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.2550 ผู้ช่วยผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ของรองนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2552

วันที่ 2 มิถุนายน 2557 วันแรกของการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้เป็นประธานมอบเงินจำนำข้าว ณ ธกส.สาขาเสลภูมิ ได้ประกาศยืนยันว่า การมอบเงินดังกล่าวเป็นการสร้างความสุขให้กับเกษตรกรชาวนา จะดูแลเกษตรกรชาวนาที่ได้รับเงินไปแล้วไม่ให้ถูกแก๊งเก็บเงินนอกระบบไปเรียกเก็บเงิน พร้อมแนะนำให้ใช้ระบบบัญชีครัวเรือนเป็นแนวทางในการบริหารเงิน และกล่าวว่า  การจ่ายเงินจำนำข้าวที่จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นไปตามนโยบายของ คสช.บรรลุเป้าหมายทุกประการ เศรษฐกิจและการเงินหมุนเวียนในตลาดดีขึ้น ที่สำคัญประชาชนมีความสุข



วิมล เร่งศึก/ข่าว กมลพร คำนึง/บก.ข่าว 2 มิ.ย.57 

ธ.ก.ส. เผยจ่ายเงินให้ชาวนา 8 แสนราย ในโครงการจำนำข้าวไปแล้ว 4 หมื่นล้าน ส่วนที่เหลืออีก 5 หมื่นล้าน คาดได้ครบทุกรายก่อน 22 มิ.ย. นี้

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วย พล.ต.สิทธิ ปิยะสนธิ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดสุพรรณบุรี (ฝ่ายทหาร) ตรวจการจ่ายเงินรับจำนำข้าวให้กับชาวนาที่รอรับเงินกว่า 800,000 แสนราย วงเงินกว่า 92,000 ล้านบาท ที่ ธ.ก.ส.สามชุก โดยได้จ่ายเงินจำนำข้าวล็อตแรกไปแล้ว 40,000 ล้านบาท      

สำหรับยอดเงินที่เหลือ 50,000 ล้านบาท หากสำนักบริหารจัดการหนี้สาธารณะ จะส่งเงินมาให้ ธ.ก.ส. ก็คาดว่า จะจ่ายเงินให้เกษตรกรได้ทั้งหมดก่อนวันที่ 22 มิถุนายน 2557 นี้

ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นคนใหม่ ยืนยันจะทำงานอย่างเต็มที่ร่วมกับชาวขอนแก่นเพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติ

นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นคนใหม่ ยืนยันจะทำงานอย่างเต็มที่ จะร่วมกับชาวขอนแก่นเพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติ แต่ต้องใช้เวลาบ้างและต้องมีความเมตตา

นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นคนใหม่ ซึ่งเดินทางมาปฏิบัติราชการที่จังหวัดขอนแก่น ในวันนี้ (2 มิถุนายน 2557) เป็นวันแรกได้กล่าวกับ หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจประจำจังหวัดขอนแก่น นายอำเภอ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน ที่มาต้อนรับและแสดงความยินดี ที่ศาลาประชาคมจังหวัดขอนแก่น ว่า  จะทำงานอย่างเต็มที่กับทุกภาคส่วน เป็นโอกาสดีที่ได้มารับใช้ชาวขอนแก่นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเคยรับราชการครั้งแรกในตำแหน่งปลัดอำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา โดยจะร่วมกับชาวขอนแก่นในการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในจังหวัดขอนแก่นและในชาติ แต่ความไม่เข้าใจกันนั้น คงจะต้องใช้เวลาบ้าง และมีความเมตตาด้วย

สำหรับ นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นคนใหม่ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระดับปริญญาโทจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการศึกษาอบรม หลักสูตรนายอำเภอรุ่นที่ 31 หลักสูตรนักปกครองระดับสูงรุ่น 33 หลักสูตรพัฒนาสมรรถนผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศปี 2552 เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท และผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น สมรสกับนางพิมพ์พิมล ถาวรสถิตย์



สมพงษ์ ปัตตานี/ข่าว

ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองจังหวัดขอนแก่น ร่วมกับจังหวัดในภาคอีสานตอนบนระดมกวาดล้างอาวุธ อาชญากรรมและสิ่งเสพติดได้ของกลางเพรียบ

ที่ศูนย์ปฎิบัติการส่วนหน้า (ศปก.) บช.ภ.4 จ.ขอนแก่น พล.ต.ท.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รักษาการ ผบช.ภ.4 พร้อมด้วย พล.ต.ศักดา เปรุนาวิน ผบ.พล.ร.3 และนายวิวัฒ เมธีวรรณกิจ รอง ผวจ.ขอนแก่น ร่วมกันแถลงข่าวผลการระดมกวาดล้างปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด ตามแผนปฎิบัติการร่วม ตำรวจ-ทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอาวุธปืนในประเภทต่างๆได้รวม 407 กระบอก เครื่องกระสุน 1,028 นัดและระเบิด 8 ลูก ยาบ้า 97,058 เม็ด รถยนต์ 10 คัน รวมไปถึงอาวุธในประเภทต่างๆรวมหลายรายการผู้ต้องหารวม 3,413 คน

พล.ต.ท.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รักษาการ ผบช.ภ.4 กล่าวว่า การสนธิกำลังร่วมตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองมีผลการจับกุมที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถจับกุมในคดีต่างๆทั้งคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกาย ประทุษร้ายต่อทรัพย์ รวมไปถึงคดียาเสพติดและโจรกรรมในรูปแบบต่างๆ ทั้งหมดถูกกวดขันจับกุมตลอดทั้งช่วงของการประกาศกฎอัยการศึกที่ถือเป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีมที่มีผลการปฎิบัติอย่างต่อเนื่องและที่สำคัญคือการสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ 12 จังหวัดภาคอีสานตอนบนได้เป็นอย่างมาก

พื้นที่ 12 จังหวัดภาคอีสานตอนบน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความแตกแยกทางความคิดทางการเองของประชาชนที่เรียกได้ว่าหยั่งรากลึกในทุกกลุ่มคน ซึ่ง คสช.ได้มอบหมายภารกิจให้ทุกฝ่ายนั้นดำเนินการภายใต้ยุทธวิธีสันติวิธี ซึ่งกำลังตำรวจที่ปฎิบัติงานอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานตอนบนนั้นจะยังคงยึดหลักของการเป็นมิตรกับประชาชน จักธำรงไว้ซึ่ง สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะย่างยิ่งกับการคืนความสุขให้กับคนในชาติ ตามความมุ่งหวังของ คสช.ที่ทุกหน่วยงานจะต้องปฎิบัติงานร่วมกันอย่างเต็มความสามารถ

ผู้บัญชาการตำรวจภาค 4 กล่าวเพิ่มเติมว่า การเร่งรัดสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ เพื่อสลายความขัดแย้งทางความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจกับกลุ่มที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกฝ่าย และประชาชนในพื้นที่เป็นเรื่องที่ตำรวจจะต้องเข้าไปทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการทำบ้านเมืองให้ปลอดภัยในพื้นที่ ของ ตร.ภ.4 เพื่อสร้างความอุ่นใจและความเข้าในในกลุ่มคนต่างๆที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและให้ความร่วมมือในการสร้างความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นในพื้นที่

รองโฆษกกองทัพบก ขอความร่วมมือประชาชนไม่แต่งกายเลียนแบบทหาร

พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ขณะนี้มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคล แต่งกายคล้ายทหาร ซึ่งอาจดูไม่เหมาะสม ส่งผลให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด และมีผลต่อภาพลักษณ์องค์กรทหาร จึงขอความร่วมมือทุกฝ่ายในการงดแต่งกายลอกเลียนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบหญิงหรือชาย หรือตามแบบแฟชั่น เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่สมควร

ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นคนใหม่ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธฺ์คู่เมืองขอนแก่น

วันนี้เวลา 09.00 น. นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นคนใหม่พร้อมด้วยนางพิมพ์วิมล ถาวรสถิตย์ นายกเหล่ากาชาดขอนแก่นเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในห้องทำงาน ในโอกาสที่เดินทางมาปฏิบัติราชการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นคนใหม่  จากนั้นนำคณะไปสักการะสิ่งศักดิ์คู่เมืองขอนแก่น ศาลหลักเมือง และสิ่งศักดิ์ ที่อยู่ในบริเวณศาลากลางจังหวัดขอนแก่น มีพระธาตุศิโรดม ขอนแก่น อนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 จากนั้นไปไหว้ พระพุทธรูปประจำศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ไปไหว้ศาลโรงช้างใกล้ศาลากลางจังหวัด สำหรับประวัติ ผวจ.ขอนแก่น คนใหม่ เกิด 20 มีนาคม 2499 เป็นชาว กทม. การศึกษา จบป.ตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ป.โท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบหลักสูตรนายอำเภอรุ่น 31  จบหลักสูตร นปส. รุ่น 33  ประวัติการทำงาน เคยเป็น ปลัดอำเภอเมืองขอนแก่น นายอำเภอกุดบาก สกลนคร นายอำเภอชะอำ ผู้อำนวยการกองการสื่อสาร กรมการปกครอง ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติกร กรมการปกครอง รอง ผวจ.สมุทรปราการ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท ก่อนมาเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น

ทหารยึดอาวุธสงคราม ซุกในตู้เซฟทิ้งกลางทุ่งนา

เมื่อเวลา 15.00 น. วันนี้ 2 มิ.ย. 57 ที่บริเวณสถานีตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ พล.ต.มารุต  ลิ้มเจริญ  พบ.บชร.2 รับผิดชอบ กกส.รส.จว.ชัยภูมิพร้อมด้วย พล.ต.ต.พินิต  มณีรัตน์ ผบก.ภจว.ชัยภูมิ แถลงผลการกวาดล้าง จับกุมอาวุธสงคราม ในช่วงประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร โดยได้รับแจ้งจากนายก อบต.ศรีสำราญ  ว่าพบตู้เซฟวางทิ้งไว้บริเวณที่ดินหลังบ้านประชาชน หมู่ที่ 3  บ้านนามน  ต.ศรีสำราญ  อ.คอนสวรรค์  จว.ชัยภูมิ  บูรณาการกำลัง ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง นำกำลังออกไปทำการตรวจสอบและนำมาตรวจพิสูจน์เปิดพกนรสุนปืนชนิดต่างๆ และเอกสาร ในตู้เซจ จำนวนมาก  ประกอบด้วย ลูกกระสุนปืนลูกซองขนาดเบอร์ 12  จำนวน 25 นัด, ลูกกระสุนปืน ขนาด 11 มม. จำนวน 64 นัด, ลูกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 30 นัด, ซองปืนพกนอกซ้ายสีดำ  จำนวน 1 ซอง, ซองกระสุนปืน ขนาด 11 มม. สีดำ จำนวน 3 ซอง, โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ โนเกียสีดำ จำนวน 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน 3 สีดำ จำนวน 1 เครื่องและมีเอกสารอีกจำนวนมาก  เช่น  สมุดบัญชี, สัญญาเช่าซื้อต่างๆ และบัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ  ซึ่งตอนนี้กำลังตรวจพิสูจน์ว่าเป็นของผู้ใด  เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อไป

จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่มีอาวุธปืน, เครื่องกระสุนปืน, หรือวัตถุระเบิดอยู่ในความครอบครองให้นำมาส่งมอบตามคำสั่ง  คสช. ที่ 37/2557  โดยผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ไม่ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ



สุระพงค์  สวัสดิ์ผล /ข่าว

รถบรรทุกพ่วง 18 ล้อประสานรถตู้ตาย 13 ราย ที่ชัยภูมิ

เกิดอุบัติเหตุรถพ่วงบรรทุก 18 ล้อ ชนประสานงากับรถตู้โดยสาร เกิดไฟไหม้คอกผู้โดยสารเสียชีวิตคาที่ 13 ราย บาดเจ็บ 4 คน

เหตุอุบัติเหตุรายนี้ ตำรวจอำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ได้รับแจ้งเมื่อเวลาประมาณ 06.30 น. วันนี้ (2 มิ.ย.57) เกิดอุบัติเหตุรถพ่วงบรรทุกพืชผลการเกษตร  18 ล้อ ชนกับรถตู้โดยสาร ที่หลักกิโลเมตร 170 ถนนสาย 201 ชัยภูมิ ภูเขียว ห่างจากอำเภอแก้งคร้อ 3 กิโลเมตร เป็นเหตุให้ผู้โดยสารในรถตู้ถูกไฟครอกเสียชีวิตยังที่เกิดเหตุ 13 ราย และมีผู้ได้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงทั้งชัยภูมิและขอนแก่น รวม 4 คน

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า ขณะที่นายประยุทธ สีซุย คนขับรถพ่วง 18 ล้อ หมายเลขทะเบียน 81 – 6449 จังหวัดเลย ที่ได้บรรทุกมันสำปะหลังแห้ง มาจากจังหวัดเลยมุ่งหน้าไปจังหวัดชัยภูมิ เมื่อถึงที่เกิดเหตุ ได้มีรถตู้โดยสารหมายเลขทะเบียน 32 – 7317 กรุงเทพมหานคร ขับมาจากกรุงเทพฯ มาถึงที่เกิดเหตุ รถตู้ได้กินเลนซ้ายชนประสานงาเข้าอย่างจังกับรถบรรทุก 18 ล้อ เกิดระเบิดเสียงสนั่น และเกิดไฟได้ลุกไหม้รถเกือบทืทั้งคัน ครอกผู้โดยสารภายในรถตู้และคนขับ เป็นเหตุให้มีผู้ถูกไฟครอกเสียชีวิตคารถ 13 ราย รวมทั้งคนขับรถตู้ มีผู้หนีออกจากรถตู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน รวมคนขับรถ 18 ล้ออีก 1 คน  รวมผู้เสียชีวิต 13 ราย บาดเจ็บ 4 คน ส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลชัยภูมิ 1 ราย โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น 2 ราย รพ.แก้งคร้อ 1 ราย

จากกการสอบถามผู้ได้รับบาดเจ็บทราบว่า รถตู้คันที่ประสบเหตุ เป็น 1 ใน 5 คัน ที่นำเยาวชนจากจังหวัดต่างๆ เช่น ศรีราชา ภูเก็ต มีนบุรี นครปฐม ประมาณ 80 คน โดยมีคนไทย เป็นคคนขับทั้ง 5 คัน เพื่อเดินทางไปเข้าค่ายอบรมพัฒนาจิตใจเยาวชน ครั้งที่ 4  ที่วัดคาทรอลิคอัครเทวดา อ.เมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ระหว่างวันที่ 2-4 มิ.ย. 57 คันที่ประสบเหตุ วิ่งมาเป็นคันที่ 3 โดยทิ้งระยะห่างประมาณ 1 ต่อโลเมตร ต่อคัน ก่อนเกิดเหตุคนขับรถตู้ ได้โทรศัพท์คุยกับเพื่อรถตู้ด้วยกัน ทำนองว่าขับไม่ไหวแล้ว ลักษณะคงง่วงนอน เพราะขับออกมาจากกรุงเทพฯช่วงเที่ยงคืน ไม่นานก็เกิดอุบัติเหตุ ดังกล่าว    
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ศพผู้เสียชีวิตไว้ พิสูจน์ลักษณะบุคคล โดยคณะแพทย์ พยาบาลโรงพยาบาลแก้งคร้อ พร้อมทั้งเขียนชื่อ ห่อด้วยผ้าขาว และห่อด้วยพลาสติก บรรจุไว้โลงศพ รอญาติมารับไปบำเพ็ญกุศล พำร้อมนำผู้เกี่ยวข้องทุกคน ไปสอบสวน ที่โรงพยาบาลแก้งคร้อ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ ยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวบุคคลได้ จึงนำผู้เสียชีวิต ส่งไปโรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดต่อไป




สุระพงค์  สวัสดิ์ผล /ข่าว

ผู้ว่าฯ โคราช กราบสักการะขอพรเจ้าคณะจังหวัด หลังเข้ารับตำแหน่ง เน้นดึงหลักศาสนาสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในจังหวัด

วันที่ 2 มิ.ย. 57 นายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เดินทางเข้ากราบสักการะของพรจากพระธรรมโสภณ นิกายธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดสุทธจินดา วรวิหาร พระธรรมวรนายก มหานิกาย เจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์ และเดินทางไปกราบสักการะขอพรจากพระราชวิมลโมลี เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ที่วัดพายัพ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อความเป็นสิริมงคล หลังเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา โดยพระราชวิมลโมลี เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ได้ฝากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา คนใหม่ช่วยสร้างความสงบสุข ลดความขัดแย้ง ในจังหวัดนครราชสีมา

นายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า สำหรับการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในจังหวัดนครราชสีมา ตนเองจะนำหลักพระพุทธศาสนาเข้ามาช่วยในการสร้างความปรองดองโดยจะทำงานร่วมกับพระภิกษุสงฆ์ในการนำหลักพระพุทธศาสนาเข้ามาขัดเกลาจิตใจประชาชนและข้าราชการให้เกิดความสามัคคี

ทหารพรานสนธิกำลังยึดไม้พะยูงชิงชันและประดู่เตรียมส่งขายต่างประเทศ

แก๊งค้าไม้พะยูงข้ามชาติซุกซ่อนไม้พะยูง ชิงชันและไม้ประดู่ ไว้ในสวนยางพาราข้างโบสถ์คริสต์ เพื่อเตรียมส่งขายต่างประเทศ ระหว่างติดต่อซื้อขายรอเวลาตกลงราคา ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานสนธิกำลังเข้าตรวจยึดได้ไม้ 29 ท่อน ปริมาตร 1.749 ลูกบาศก์เมตร

เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 1 มิ.ย.57 พันเอกมงคล หอทอง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 21 สืบทราบว่ามีการซุกซ่อนไม้พะยูงและไม้ชิงชันไว้ในสวนยางพาราใกล้โบสถ์คริสต์บ้านกลาง หมู่ที่ 8 ต.ชัยพร อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ จึงสั่งการให้ ร.อ.วรยุทธ คำสี ผบ.ทพ.ร้อย 2105 และ ร.ท.วิทยา สิงห์อร ผบ.ทพ.ร้อย 2103 สนธิกำลังกับ ร.ต.อ.รามสูรย์ บุญข่าย รอง ผบ.ร้อย ตชด.244 บึงกาฬ พ.ต.ต.อดุลย์ ฉิมทับ สว.กก.สส.ภ.จว.บึงกาฬ พ.ต.ต.เมธา โคตรสันเทียะ สว.ตม.ร.ต.ท.ศิโรดม สนุ่นดี รอง สว.ตำรวจน้ำบึงกาฬ ร.ต.ท.สันติชัย รมพิพัฒน์ รอง สว.(ป) กก.3 บก.ปทส.และ นายสุรัตน์ วิเศษลา หน.หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นค.6 บึงกาฬ นำกำลังเข้าตรวจค้นตามสวนยางพารารอบๆ โบสถ์คริสต์ดังกล่าว พบกองไม้ 2 กองอยู่ห่างกัน 50 เมตรในสวนยางพารา ใช้ผ้าใบปกคลุมเอาไว้อย่างมิดชิด แล้วนำกิ่งไม้และใบไม้มาวางทับอีกชั้นเพื่ออำพราง เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดผ้าใบดู พบว่ามีไม้พะยูงแปรรูปจำนวน 7 ท่อน/เหลี่ยม/แผ่น ปริมาตร 0.332 ลูกบาศก์เมตร ไม้ชิงชันแปรรูปจำนวน 13 ท่อน/เหลี่ยม/แผ่น ปริมาตร 0.10 ลูกบาศก์เมตร และไม้ประดู่ 9 ท่อน/เหลี่ยม/แผ่น ปริมาตร 1.318 ลูกบาศก์เมตร รวมไม้ 29 ท่อน ปริมาตร 1.749 ลูกบาศก์เมตร จึงยึดไว้เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบึงกาฬ สืบสวนสอบสวนหาเจ้าของมาดำเนินคดีต่อไป

ร.อ.วรยุทธ ผบ.ทพ.ร้อย 2105 กล่าวว่า ไม้จำนวนดังกล่าวแก๊งค้าไม้พะยูงข้ามชาติ อยู่ระหว่างเจรจาตกลงราคากันยังไม่ได้ แต่ได้นำไม้มาพักซุกซ่อนไว้ในสวนยางพาราใกลักับโบสถ์คริสต์ หากตกลงกันได้ก็จะลำเลียงออกขายทันที ซึ่งจุดที่ซ่อนไม้ก็ไม่ห่างไกลจากริมโขง ราคาซื้อขายในต่างประเทศประมาณ 5 ล้านบาท

งานวันแห่งครอบครัว/สมัชชาครอบครัว/สมัชชาป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม จังหวัดบึงกาฬ ประจำปี 2557

วันนี้ (30 พ.ค. 2557) ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นายชโลธร ผาโคตร เป็นประธานเปิดงาน วันแห่งครอบครัว สมัชชาครอบครัว สมัชชาป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม จังหวัดบึงกาฬ ประจำปี 2557 ณ ห้องประชุมโรงเรียนอนุบาลวิศิษฐ์อำนวยศิลป์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

นางสุจิตรา พินดวง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่าสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานที่ทำหน้าที่หล่อหลอมและขัดเกลาให้กับสมาชิกของครอบครัว ครอบครัวที่เข้มแข็งจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไป หากครอบครัวอ่อนแอจะนำไปสู่เหตุการณ์และปัญหาสังคมอื่นๆตามมาอีกหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม ซึ่งสถานการณ์ปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อมจังหวัดบึงกาฬ พบว่า ปี 2553-2555 หญิงตั้งครรภ์ในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี มีแนวโน้มสูงขึ้น ในขณะที่ทุกหน่วยงานมีแนวทางการทำงานเพื่อส่งเสริมเด็ก เยาวชนอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังพบว่า มีเด็กและเยาวชนที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม ต้องออกจากระบบการศึกษาและการจัดการปัญหาโดยการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย ในการประชุมสมัชชาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสถาบันครอบครัว มุ่งเน้นให้สถาบันครอบครัวเข้มแข็ง รวมถึงการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ครอบครัวที่ได้รับการคัดเลือกเป็นครอบครัวร่มเย็น องค์กรที่ทำคุณประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ และเป็นเวทีให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเครือข่ายได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันและระดมความคิดในการหาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาครอบครัว ปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม และนำผลการสมัชชาเสนอต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผลักดันให้เกิดยุทธศาสตร์ แผนงาน/โครงการการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ยังมีการมอบโล่สดุดีประเภทต่างๆดังนี้ 1. ครอบครัวร่มเย็นจังหวัดบึงกาฬ ครอบครัว ใขไพวัน 2. องค์กรที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ผู้สูงอายุ ที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ 3.องค์กรที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลหอคำ และ 4. องค์กรที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลบึงโขงหลง

มหาสารคามแถลงข่าวระดมกวาดล้างอาชญากรรม

ตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ระดมกวาดล้างอาชญากรรม ห้วงวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย.57 พบของกลางอาวุธปืน ยาเสพติด พร้อมจับกุมผู้ต้องหาได้อีก 246 คน

          ที่กองบังคับการตรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม นายนพวัชร สิงห์ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม พล.ต.ต.จิตรจรูญ ศรีวนิชย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม พ.อ.ธวัชชัย แจ้งประจักษ์ เสนาธิการ กองพลทหารราบที่ 6 ในฐานะรองผู้บังคับการกองกำลังรักษาความสงบจังหวัดมหาสารคาม พร้อมนายตำรวจ ทหาร ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าว ผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ของตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งประกอบด้วยสถานีตำรวจภูธรทั้ง 25 สถานีในสังกัด ในห้วงวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2557 เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม

           โดยสามารถตรวจยึดอาวุธปืนธรรมดา ได้จำนวน 29 กระบอก เครื่องกระสุนปืน 102 นัด พร้อมผู้ต้องหา 25 คน ส่วนคดียาเสพติด สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 85 คน ยึดของกลาง ประกอบด้วย ยาบ้า 797 เม็ด กัญชาแห้ง 9.4 กรัม พืชกระท่อม 4 ใบ สารระเหย 4 กระป๋อง พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินผู้ต้องหาคดียาเสพติด โดยประเมินราคาทรัพย์สินประมาณ 350,000 บาท นอกจากนี้ยังสามารถตรวจจับคดีการพนัน จับได้ 56 ราย ผู้ต้องหา 116 คน ค้าประเวณี ผู้ต้องหา 16 คน และคดีค้างเก่า ผู้ต้องหา 4 คน

             ภายหลังการแถลงข่าวแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ยังได้ออกตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ ตำรวจ ทหาร ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม ด้วย




ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว

ผู้ว่าฯมหาสารคาม เปิดศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป

ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม และผู้บังคับการกองกำลังรักษาความสงบจังหวัดมหาสารคาม ประธาน 3 ฝ่าย ร่วมเปิดศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปจังหวัดมหาสารคาม เชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเห็นต่าง นักวิชาการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมนำเสนอรูปแบบหลักการสร้างความปรองดอง

            (2 มิ.ย. 57) ที่ห้องประชุม 301 ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งใช้เป็นสถานที่ในการ เปิดศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปจังหวัดมหาสารคาม โดยมีนายนพวัชร สิงห์ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม พล.ต.ต.จิตรจรูญ ศรีวนิชย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม และ พ.อ.สมชาย เพ็งกรูด ผู้บังคับการกองกำลังรักษาความสงบ จังหวัดมหาสารคาม รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 เป็นประธานร่วม 3 ฝ่าย

             ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า แนวทางการสร้างศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูป จังหวัดมหาสารคาม จะเป็นการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเห็นต่าง นักวิชาการ และฝ่ายมวลชนคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาหารือแนวทาง และรูปแบบในการสร้างความร่วมมือกัน เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี ซึ่งจะนำไปสู่การคืนความสงบสุขให้แก่คนไทยทั้งชาติ และปฏิรูปการเมืองการปกครองให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย

               ทั้งนี้ หลังจากได้หารือร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้องแต่ละฝ่ายแล้ว จะนำข้อสรุปที่ได้ มานำเสนอต่อประชาชนทุกภาคส่วน ในวันพรุ่งนี้ (3 มิย.57) ที่ห้องประชุม 406 ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม ในเวลา 13.00 น.




ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว 

ธ.ก.ส. สาขาวาปีปทุม จ.มหาสารคาม จ่ายเงินจำนำข้าวให้เกษตรกรแล้ว ยังมีเกษตรกรที่ไม่ได้รับเงินอีก 794 ราย วงเงินกว่า 22 ล้านบาท

ธ.ก.ส. สาขาวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เร่งจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/57  หลัง คสช.อนุมัติจ่ายเงินจำนำข้าวแก่เกษตรกรงวดแรก โดยสามารถจ่ายเงินแก่เกษตรกรที่มาทำสัญญาแล้ว 2 พันกว่าราย  วงเงินกว่า 250 ล้านบาท ขณะที่ยังมีเกษตรกรที่ไม่ได้รับเงินอีกกว่า 7 ร้อยราย วงเงินกว่า  22 ล้านบาท

          (02-06-57)  ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม  เกษตรกรชาวอำเภอวาปีปทุมต่างทยอยนำใบประทวนมาทำสัญญา และลงทะเบียนรับเงินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/57  ที่รอคอยมากว่า 6 – 7 เดือน  ภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) จัดสรรงบประมาณงวดแรก  ให้จังหวัดมหาสารคาม เป็นเงิน 835 ล้านบาท  และ  ธ.ก.ส. สำนักงานจังหวัดมหาสารคาม ได้ดำเนินการแจกจ่ายให้กับ ธ.ก.ส.สาขาอำเภอทุกแห่ง  เพื่อแจกจ่ายเงินให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ  โดยมีนายอำนาจ  พวงสำลี  นายอำเภอวาปีปทุม  เป็นประธานในการมอบเงินให้กับเกษตรกร

นายสมควร  มาตรแก้ว  ผู้จัดการสาขา  ธ.ก.ส.สาขาวาปีปทุม  เปิดเผยว่า  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม  ได้ดำเนินการจ่ายเงินให้กับเกษตรกร   โดยโอนเงินผ่านบัญชีของเกษตรกรโดยตรง  และแจกจ่ายเป็นเงินสด  ทั้งนี้อำเภอวาปีปทุม  มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/57  และมาลงทะเบียนทำสัญญาแล้ว  ณ  วันที่  30  พฤษภาคม  2557  จำนวน  3,311 ราย  วงเงินทั้งสิ้น  251,987,968.62 บาท  และดำเนินการจ่ายเงินแล้ว  จำนวน  2,517 ราย  เป็นเงิน  229,657,816.97 บาท  คงเหลือเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินตามโครงการรับจำนำข้าวอีก  จำนวน  794 ราย  เป็นเงิน  22,330,151.65 บาท ซึ่งต้องรองบประมาณในงวดต่อไป  โดยคาดว่าจะดำเนินการจ่ายเงินแก่เกษตรกรให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2557




ส.ปชส.มหาสารคาม / ข่าว

ก.ธ.จ.มหาสารคาม เป็นเจ้าภาพสัมมนาเพื่อสร้างเครือข่ายภาคประชาชนของ ก.ธ.จ.จังหวัด

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด กำหนดจัดสัมมนาเพื่อสร้างเครือข่ายภาคประชาชนของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด โดยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 4 จังหวัด คือมหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และขอนแก่น กำหนดจัดที่จังหวัดมหาสารคาม วันที่ 6 มิถุนายน นี้

                  นายพิชัย คชพิมพ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดมหาสารคาม ในฐานะคณะกรรมการที่ปรึกษา คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมหาสารคาม (ก.ธ.จ.) กล่าวว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติให้คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด จัดโครงการ "สัมมนาเครือข่ายภาคประชาชนของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด” เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายภาคประชาชน พร้อมกำหนดแนวทางในการดำเนินงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด และเครือข่ายภาคประชาชน ให้สามารถเป็นกลไกในการสอดส่องหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐในจังหวัด รวมทั้งเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับบทบาท อำนาจหน้าที่ และแนวทางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด ในการสอดส่อง เสนอแนะแนวทางปฏิบัติ และการส่งเสริมตามหลักคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของหน่วยงานภาครัฐ โดยกำหนดสัมมนาในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2557 ระหว่างเวลา 08.00-15.00 น. ณ ห้องตักสิลาบอลรูม โรงแรมตักสิลา จังหวัดมหาสารคาม

                  สำหรับผู้เข้าร่วมสัมมนาจะประกอบด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด ใน 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบด้วย จังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และกาฬสินธุ์แล้ว ยังมีเครือข่ายภาคประชาชนของทั้ง 4 จังหวัดเข้าร่วมสัมมนา เพื่อร่วมกันเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานและสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้มากยิ่งขึ้น




ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว

กกล.รส. จ.มหาสารคาม เร่งสร้างความเข้าใจ กรณีข่าวลือทหารยึดทรัพย์ประชาชน

กองบังคับการกำลังรักษาความสงบจังหวัดมหาสารคาม ชี้แจงกรณีมีข่าวลือกลุ่มบุคคลแอบอ้าง เข้าไปค้นบ้านเรือนและยึดเอาทรัพย์สินประชาชน โดยยืนยันผู้บังคับบัญชาทุกระดับไม่มีนโยบายให้ทหารเข้าไปดำเนินการในลักษณะดังกล่าวโดยเด็ดขาด หากพบผู้แอบอ้างแจ้งโดยตรงที่กองกำลังรักษาความสงบจังหวัดมหาสารคาม 043 706832 / 043 706834

                 (2-6-57) พันเอกนรธิป โพยนอก รองผู้บังคับการกองกำลังรักษาความสงบ จังหวัดมหาสารคาม ได้มีหนังสือเชิญหัวหน้าสถานีวิทยุกระจายเสียงคลื่นหลักในจังหวัดมหาสารคาม ประกอบด้วย สถานีวิทยุรักษาดินแดน สถานีวิทยุทหารอากาศ สถานีวิทยุ อ.ส.ม.ท. สถานีวิทยุมหาวิทยาลัยมหาสารคาม สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดมหาสารคาม และประชาสัมพันธ์จังหวัดมหาสารคาม เข้าร่วมประชุมเพื่อให้เป็นสื่อประชาสัมพันธ์กรณีข่าวลือ ว่ามีกลุ่มบุคคลแอบอ้างตัวว่าเป็นทหาร ได้ไปทำการตรวจค้นบ้านเรือนราษฎร พร้อมทั้งยึดทรัพย์สินของประชาชน เช่น เครื่องตัดหญ้า ถังแก๊ส รถจักรยานยนต์ ซึ่งกรณีดังกล่าว กองบังคับการกองกำลังรักษาความสงบจังหวัดมหาสารคาม ชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือ ไม่ได้เป็นจริงแต่ประการใด และยืนยันว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ไม่มีนโยบายที่จะให้ทหารไปดำเนินการในลักษณะดังกล่าวเป็นอันขาด การแอบอ้างเป็นการสร้างความเสื่อมเสียและทำลายชื่อเสียงของทหาร

                 โดยการที่จะเข้าไปตรวจเยี่ยมหรือพบปะกับประชาชน ทุกครั้งจะต้อง มีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย คือ ทหาร ฝ่ายปกครองของพื้นที่และตำรวจ มีการแต่งกายถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ ก่อนเข้าพื้นที่จะมีการแจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำท้องถิ่นได้ทราบก่อนดำเนินการ และหากมีผู้แอบอ้าง ขอให้ประชาชนได้แจ้งกองบังคับการกำลังรักษาความสงบจังหวัดมหาสารคาม ที่โทรศัพท์หมายเลข 043 706832 และ 043 706834 หรือที่ พันโทสุพล พละสุ 088 5716792 ซึ่งหากพบการกระทำดังกล่าว จะดำเนินการต่อผู้ที่กล่าวอ้างอย่างเด็ดขาด ตามประกาศกฎอัยการศึกในขณะนี้ เพื่อขจัดปัญหาและนำพาความสงบสุขมาสู่ประชาชนโดยทั่วกัน




ส.ปชส.มหาสารคาม/ข่าว