วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

ผู้ว่าโคราชระบุ ปี 57 จ.นครราชสีมา มีมูลค่าการลงทุน กว่า 39,000 ล้านบาท มากสุดในอีสาน ขณะที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่โคราชเข้าพบ ผวจ.รับนโยบาย เตรียมความพร้อมสู่ AEC

ผู้ว่าโคราชระบุ ปี 57 จ.นครราชสีมา มีมูลค่าการลงทุน กว่า 39,000 ล้านบาท มากสุดในอีสาน ขณะที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่โคราชเข้าพบ ผวจ.รับนโยบาย เตรียมความพร้อมสู่ AEC

วันที่ (11 มี.ค.57)  ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายไพจิตร มานะศิลป์ รองประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของโคราช เดินทางเข้าพบดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อรับฟังนโยบายของทางจังหวัดนครราชสีมาในการเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ด้าน ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า การที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจได้นั้น จะต้องมีความรู้จริงในธุรกิจที่ลงทุนมีความมุ่งมั่นและความพยายามในการดำเนินธุรกิจให้สำเร็จให้ได้ มิฉะนั้นจะทำให้สูญเสียทั้งเงินทุนและเวลา และต้องมีความสามารถในการตัดสินใจในภาวะวิกฤตด้วยความรอบครอบ จึงนับเป็นโอกาสที่ดีที่หอการค้าจังหวัดนครราชสีมาได้มีการจัดโครงการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของโคราชขึ้น

ดร.วินัย กล่าวอีกว่า สำหรับการลงทุนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ในปี 2557 จังหวัดนครราชสีมาถือว่ามีการลงทุนทางธุรกิจมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 72 โครงการ เงินลงทุน 39,123 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 15,159 คน กิจการที่ลงทุนมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรมทางการเกษตร อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิคส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามลำดับ และเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายธุรกิจการค้า การลงทุนและแรงงานอย่างเสรี โดยเฉพาะจังหวัดนครราชสีมาจะกลายเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาที่หลากหลาย เช่น นิคมอุตสาหกรรมอาหาร นิคมอุตสาหกรรมซ่อมอากาศยาน ศูนย์กลางพัฒนาพลังงานขนาดใหญ่ ศูนย์กลางกระจายสินค้าและระบบโลจิสติกส์ เป็นต้น

ผู้ว่าโคราช เรียกประชุมสถานศึกษาวางแนวทางและมาตรการในการพานักเรียน นักศึกษา ไปทัศนศึกษานอกสถานศึกษา

วันที่ (10 มี.ค.57)  ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในการประชุมเพื่อหารือแนวทางและมาตรการในการพานักเรียน นักศึกษา ไปทัศนศึกษานอกสถานศึกษา ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ สนง.ขนส่งจังหวัดนครราชสีมา ผู้แทนสถานศึกษาในพื้นที่ และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจังหวัดนครราชสีมา โดยในการประชุมในครั้งนี้ได้มีการนำเสนอผลงานวิจัย การเลือกรถทัศนาจรสำหรับสถานศึกษา กรณีศึกษาจังหวัดนครราชสีมา โดย รศ.ดร.วัฒนวงศ์ รัตนวรา หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมขนส่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ผลงานวิจัยบ่งชี้ว่ารถโดยสารที่สถานศึกษาเลือกใช้ในการทัศนาจร มากที่สุดคือ รถโดยสารมาตรฐาน 3(ก) เป็นรถที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารที่มีจำนวนที่นั่ง 30 ที่นั่ง และมีที่สำหรับผู้โดยสารยืนซึ่งมีคัสซีเป็นคัสซีรถโดยสาร มีทางขึ้นลงด้านข้างหรือด้านท้ายของรถ ไม่มีที่เก็บสัมภาระ ที่สำหรับเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม และห้องสุขภัณฑ์ นอกจากนี้งานวิจัยยังพบอีกว่ายังมีบางโรงเรียนที่ยังมีการใช้รถ สองแถว หรือรถบัสเล็ก

ซึ่งเป็นรถที่ไม่มีอุปกรณ์ความปลอดภัย ในการทัศนาจรในระยะทางที่ไม่ไกล ในขณะที่จากการสำรวจสถานประกอบการกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 25 แห่ง และข้อมูลจากสำนักงานขนส่งจังหวัดนครราชสีมา พบว่า มีรถที่ให้บริการประเภท ม.3 มากที่สุด สอดคล้องกับปริมาณการใช้ของโรงเรียน สำหรับผลวิจัยในการพิจารณาเลือกใช้รถในการทัศนาจร ของสถานศึกษา ร้อยละ 47-69 ยังพิจารณาเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางเป็นอันดับแรก รองลงมาร้อยละ 8-29 พิจารณาเรื่องราคา ทั้งนี้จากการสำรวจความคิดเห็นด้านการให้บริการเกี่ยวกับอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยของสถานประกอบการ ผู้ประกอบการยังให้ความใส่ใจในเรื่องการมีเข็มขัดทุกที่นั่ง ประตูฉุกเฉิน และการบริการยาสามัญและกระปฐมพยาบาล น้อย ส่วนวีดีทัศน์แนะนำอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น ที่ทุบกระจก ถังดับเพลิง การคาดเข็มขัดที่ถูกต้อง ผู้ประกอบการให้ความสนใจน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีนโยบายเพื่อให้สถานประกอบการให้ความสำคัญกับการติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยบนรถทัศนาจรให้มากยิ่งขึ้น

โคราชเตรียมความพร้อมลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2557 ภายใต้หัวข้อ ร่วมสร้างวัฒนธรรมปลอดภัย สงกรานต์ทั่วไทยไร้อุบัติเหตุ

โคราชเตรียมความพร้อมลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2557 ภายใต้หัวข้อ ร่วมสร้างวัฒนธรรมปลอดภัย สงกรานต์ทั่วไทยไร้อุบัติเหตุ

วันที่ (10 มี.ค.57) ที่ห้องประชุมหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในการประชุมเตรียมความพร้อมการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2557 เพื่อให้การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2557 มีเป้าหมายและแนวทางการดำเนินการ ที่สามารถลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งปัจจัยด้านคน ปัจจัยด้านยานพาหนะ ปัจจัยด้านถนน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเครือข่าย สามารถบูรณาการแผนงาน โครงการ กิจกรรม ให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำแผนบูรณาการไปจัดทำแผนปฏิบัติการของแต่ละหน่วย เพื่อดำเนินงานในส่วนที่หน่วยงานรับผิดชอบ ตลอดจน เพื่อเป็นแนวทางในการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สำหรับการรณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2557 กำหนดการปฏิบัติงานภายใต้หัวข้อ ร่วมสร้างวัฒนธรรมปลอดภัย สงกรานต์ทั่วไทยไร้อุบัติเหตุ

สำนักงานเลขาวุฒิสภา จับมือ กสทช. ดึงเครือข่ายประชาธิปไตย 4 จว สัมมนาการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พร้อมโชว์เครื่องลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอัตโนมัติ เครื่องต้นแบบ

สำนักงานเลขาวุฒิสภา จับมือ กสทช. ดึงเครือข่ายประชาธิปไตย 4 จว สัมมนาการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พร้อมโชว์เครื่องลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอัตโนมัติ เครื่องต้นแบบ

วันที่ (10 มี.ค.57) ที่โรงแรมเฮอร์มิเทจ แอนด์ สปา รีสอร์จ อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเพื่อพัฒนาเครือข่ายและชุมชนเข้มแข็ง ประเทศชาติยั่งยืน เพื่อรองรับการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 มีค 57 นี้ โดยมีสมาชิกเครือข่ายผู้นำนักประชาธิปไตยวุฒิสภา และสื่อมวลชนท้องถิ่น จากจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สระบุรี และชัยภูมิ ร่วมสัมมนา จำนวน 150คน สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาและคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)ร่วมกันจัดโครงการขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวบทบาทอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาและเพื่อให้ประชาชนได้รับความรู้ที่ถูกต้องก่อนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 มีค 57 นี้ โดยกำหนดจัดการสัมมนาทั้งสิ้น 11 ครั้ง 11 จังหวัดทั่วประเทศ สำหรับกิจกรรมในการสัมมนาประกอบด้วย การเสวนาในหัวข้อ การประสานความร่วมมือระหว่างวุฒิสภา กสทช. และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งวุฒิสภา อีกทั้งยังได้มีการสาธิตการใช้เครื่องลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอัตโนมัติ เครื่องต้นแบบ ที่จะช่วยลดงบประมาณ ลดกำลังเจ้าหน้าที่และป้องกันการทุจริต ได้ อีกด้วย

นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง “สามสวนโมเดล” ที่จังหวัดชัยภูมิ

นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ดูการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่ ต.สามสวน อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ โดยมี นายพรศักดิ์  เจียรณัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ

นายกรัฐมนตรี เป็นห่วงประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนจากภัยแล้ง

นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ดูการป้องกันและแก้ไขปัญหา ภัยแล้ง ที่บ้านสามสวนใต้ ตำบลสามสวน อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบพึ่งตนเองในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ว่า รัฐบาลมีความห่วงใยในความเดือดร้อนของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะภาคการเกษตรนอกเขตชลประทาน ซึ่งต้องร่วมกันบริหารจัดการให้ดีเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับน้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค ซึ่งการดึงน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนมากักเก็บไว้ใช้ และการขุดเจาะน้ำบาดาลก็เป็นอีกแนวทางที่จะช่วยให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในช่วงหน้าแล้ง รวมถึงการเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นดินและแหล่งน้ำ

ด้าน นายพรศักดิ์ เจียรณัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่าจังหวัดชัยภูมิ มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง ๙ อำเภอ ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ๘๑,๙๘๐ ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย ๘๕,๓๔๔ ไร่ มีพื้นที่ทำนาปรัง ๑๕๕,๓๒๔ ไร่ ซึ่งอยู่ในเขตชลประทาน ๑๓,๑๗๖ ไร่ นอกเขตชลประทาน ๔๓,๘๐๐ ไร่ ส่วนการให้ความช่วยเหลือ จังหวัดได้บูรณาการกับทุกภาคส่วนทั้งเครื่องมือและงบประมาณ รวมทั้งนำนโยบายเกษตรโซนนิ่งเข้ามาปรับใช้ โดยสำรวจพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกพืชและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม โดยเฉพาะมุ่งเน้นการเปลี่ยนพื้นที่นาดอนให้เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยโดยบูรณาการกับภาคเอกชนที่มีโรงงานน้ำตาลในพื้นที่ โดยเกษตรกรให้ความสนใจที่จะปรับเปลี่ยน จำนวน ๑๒,๐๐๐ ราย



เพชรรินทร์ เขียวเขว้า...ข่าว// ส.ปชส.ชัยภูมิ

นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบภัยแล้งที่จังหวัดชัยภูมิ

นายพรศักดิ์ เจียรณัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยกับนางธัญญรัตน์ โรจนหัสดิน ประชาสัมพันธ์จังหวัดชัยภูมิ ว่า ในวันที่ 12 มีนาคม 2557 เวลา 10.00 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะ จะเดินทางไปตรวจพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ที่ บ้านสามสวนใต้ หมู่ที่ 9 ตำบลสามสวน อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ โดยมี นายพรศักดิ์ เจียรณัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปสถานการณ์พื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ฯในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ จากนั้น นายเชาวฤทธิ์ ภิญโญทรัพย์ กำนันตำบลสามสวน จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหา ภัยแล้งของตำบลสามสวน

หลังจากนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะ จะให้แนวทางและข้อเสนอแนะในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติฯ และหารือข้อราชการกับหัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเยี่ยมชมการออกร้านเกษตรโซนนิ่ง และสินค้า OTOP ของจังหวัดชัยภูมิ จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะ จะลงดูพื้นที่ดูสถานที่กักเก็บน้ำของหมู่บ้านที่อ่างเก็บน้ำประมง ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่    จุน้ำได้ 1 แสนลูกบากศ์เมตร หล่อเลี้ยงประชาชนเพื่อการอุปโภค-บริโภคในพื้นที่ 3 หมู่บ้าน จำนวน 1,920 คน .



เพชรรินทร์ เขียวเขว้า.../ส.ปชส.ชัยภูมิ //ข่าว

กาฬสินธุ์ตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วทั้ง 18 อำเภอตรวจเฝ้าระวังเด็กมั่วเซ็กส์และยาเสพติดตามรีสอร์ทและหอพัก

จังหวัดกาฬสินธุ์จัดอบรมเยาวชนให้รู้จักรักนวลสงวนตัวป้องกันเซ็กส์วัยรุ่น และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ในส่วนการป้องกันการมั่วสุมตามอำเภอรอบนอกได้ให้ทุกอำเภอทำงานบูรณาการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดชุดเคลื่อนที่เร็วทั้ง 18 อำเภอตรวจเฝ้าระวังเด็กมั่วสุมเซ็กส์ในวัยรุ่นและยาเสพติดตามรีสอร์ทและหอพัก

นายวีรวัฒน์ วงศ์ว่องไว ปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เปิดเผยภายหลังเป็นประธานและบรรยายพิเศษในการเปิดอมรมเยาวชนให้รู้จักรักนวลสงวนตัวป้องกันเซ็กส์วัยรุ่น และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ที่เฮือนสวนดอนธรรม ตำบลเหนือ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ว่า ปัญหาที่น่าห่วงมากในสังคมวัยรุ่นในปัจจุบันได้แก่ยาเสพติด การมั่วสุมทางเพศของวัยรุ่นซึ่งมาจากปัจจัยหลายอย่าง เช่นการผุดขึ้นของหอพัก รีสอร์ท ตามตำบลอำเภอต่างๆจำนวนมาก การเสพสื่อลามกทางโซเชียลมีเดีย จากสื่อสิ่งพิมพ์และยังมีการซึมซับเอาวัฒนธรรมตะวันตกที่ผิดๆ เข้ามาอีกอย่างพ่อแม่ผู้ปกครองก็ไม่มีเวลาเอาใจใส่อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะยอมรับไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดปัญหายาเสพติด ปัญหาสังคม การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งทางจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มีการป้องกันการมั่วสุมตามอำเภอรอบนอกได้ให้ทุกอำเภอทำงานบูรณาการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดชุดเคลื่อนที่เร็วทั้ง 18 อำเภอตรวจเฝ้าระวังเด็กมั่วสุมเซ็กส์ในวัยรุ่นและยาเสพติดตามรีสอร์ทและหอพัก มีนายอำเภอเป็นผู้อำนวยการแต่อย่างไรก็ตามหากไม่ได้รับความร่วมมือจากพ่อแม่ผู้ปกครองการทำงานก็ยากที่จะสำเร็จ

นางสุพัตรา วิวัฒน์เกษมชัย นักวิชาการวัฒนธรรม ชำนาญการพิเศษ ได้กล่าวเพิ่มเติมในฐานะแม่คนหนึ่งอยากเห็นลูกๆ ได้ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของบรรพบุรุษ การเสพสื่อทางโซเชียลมีเดียต้องมีความฉลาดรู้เท่าทันสื่อ รู้จักแยกแยะและที่สำคัญอย่าได้ใจง่าย รู้จักรักนวลสงวนตัว เพราะคนที่รักเราจริงคงไม่กล้าหักหาญน้ำใจเราได้หากเราไม่ให้ความร่วมมือ เพราะเมือปัญหาแล้วทั้งเรื่องของโรคเอดส์ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ผู้ที่จะรับกรรมคือตัวเรา พ่อแม่เรา



สุรพล คุณภักดี / ข่าว   อัสนี พงษ์พันนา / ภาพ

เชิญร่วมแสดงแบบผ้าแพรวารอบกิตติมศักดิ์และรอบทั่วไปในงานเฉลิมฉลอง 220 ปีเมืองกาฬสินธุ์ และงานวิจิตรแพรวากาฬสินธุ์

วันนี้ ( 12 มีนาคม 2557) ที่ห้องประชุม 4/1 ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มีการประชุมเตรียมจัดงานเฉลิมฉลอง 220 ปี เมืองกาฬสินธุ์และงานวิจิตรแพรวา ราชินีแห่งไหม ประจำปี 2557 โดยมีนายสุรพจน์ รัชชุศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธาน

สำหรับการจัดงานเฉลิมฉลอง 220 ปี เมืองกาฬสินธุ์ และงานวิจิตรแพรวาราชินีแห่งไหม ประจำปี 2557 กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 19-25 มีนาคม 2557 ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ และวิทยาลัยนาฎศิลปกาฬสินธุ์ โดยกิจกรรมที่สำคัญได้แก่ การร่วมรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 19 มีนาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 07.00-12.00 น. ที่โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 221 รูป พิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์พระยาชัยสุนทร, การจัดนิทรรศการ 220 ปี เมืองกาฬสินธุ์, การแสดงฟ้อนภูไท 5,000 คน, การแสดงชุดเฉลิมฉลอง 220 ปี เมืองกาฬสินธุ์ และการแสดงพลุดอกไม้ไฟ, การแสดงแบบเสื้อผ้าไหมแพรวา รอบกิตติมศักดิ์, การแสดงแบบเสื้อผ้าไหมแพรวา รอบบุคคลทั่วไป, การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งท้องถิ่น ท้องที่คอนเทสต์, การประกวดธิดาแพรวา, การประกวดราชินีไหซอง, การประกวดสุนทรีย์ทางวัฒนธรรม, การประกวดสามล้อสกายแล๊ป และการจัดเทศกาลอาหาร

นายวีรวัฒน์ วงศ์ว่องไว ปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะผู้รับผิดชอบการแสดงแบบเสื้อคอลเลคชั่น ราตรี แพรวาราชินีแห่งไหม และงานกาลาดินเนอร์ เพื่อการกุศลรอบกิตติมศักดิ์ ในวันที่ 22 มีนาคม 2557 ได้แจ้งว่าขณะนี้ยังรับสมัครผู้แสดงแบบรอบกิตติมศักดิ์อยู่ โดยค่าสนับสนุนงานท่านละ 2,000.-บาท และค่าจองโต๊ะ ๆ ละ 3,000.-บาท โดยมีผู้มาร่วมแสดงในรอบนี้ประกอบด้วย นักร้อง ดารา คนเด่น คนดัง ประมาณ 140-160 คน จึงขอเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมแสดงแบบในรอบนี้ได้ที่ ที่ทำการปกครองจังหวัดกาฬสินธุ์และโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ สำหรับการแสดงรอบบุคคลทั่วไปค่าสมัครท่านละ 1,000.-บาท และค่าโต๊ะ 2,500.-บาท



สุรพล  คุณภักดี ข่าว

อบต.คำใหญ่ อ.ห้วยเม็ก จัดแข่งขันกีฬาวันท้องถิ่นไทย ต้ายภัยยาเสพติด ประจำปี 2557

นายปรีชา อรรคฮาดศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคำใหญ่ เปิดเผยว่า ด้วยองค์การบริหารส่วนตำบลคำใหญ่ อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ในเขตอำเภอห้วยเม็ก ได้จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาวันท้องถิ่นไทย ต้านภัยยาเสพติด ครั้งที่ 2 ประจำปี 2557 ระหว่างวันที่ 12-13 มีนาคม 2557 ณ สนามกีฬาโรงเรียนชุมชนสะอาดผดุงศิลป์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีต่อการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย ส่งเสริมให้บุคลากรท้องถิ่นได้ออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬาห่างไกลยาเสพติด และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการทำงานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคลากรส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนกลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ ในเขตอำเภอห้วยเม็ก

สำหรับการแข่งขันกีฬาวันท้องถิ่นไทย ต้านภัยยาเสพติด ครั้งที่ 2 ประจำปี 2557 มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอห้วยเม็ก เข้าร่วมการแข่งขัน ประกอบด้วย เทศบาลตำบลคำใหญ่, เทศบาลตำบลห้วยเม็ก, เทศบาลตำบลท่าลาดดงยาง, เทศบาลตำบลคำเหมือดแก้ว, องค์การบริหารส่วนตำบลกุดโดน, องค์การบริหารส่วนตำบลบึงนาเรียง, องค์การบริหารส่วนตำบลพิมูล, องค์การบริการส่วนตำบลโนนสะอาด, องค์การบริหารส่วนตำบลทรายทอง, องค์การบริหารส่วนตำบลหัวหิน, องค์การบริหารส่วนตำบลคำใหญ่



ดวงใจ หงษ์จันทร์/ข่าว

ศาลปกครองขอนแก่น เปิดทำการแผนกคดีบริหารงานบุคคลเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ศาลปกครองขอนแก่น เปิดทำการแผนกคดีบริหารงานบุคคลตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2557 เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพอย่างเป็นธรรม เพื่อทันต่อการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่คู่กรณี

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับแจ้งจากนายเฉลิมศักดิ์ ละม้ายแข ผู้อำนวยการสำนักงานศาลปกครองขอนแก่น ว่า ในบรรดาคดีหรือข้อพิพาทที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนั้นส่วนมากเป็นคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองเกี่ยวกับการสรรหา การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนตำแหน่ง การโอน การย้าย การพัฒนา การลงโทษทางวินัย การออกจากราชการ การอุทธรณ์ การร้องทุกข์ และคำสั่งเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ รวมถึงการฟ้องขอให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากคำสั่งดังกล่าว จากสถิติของคดีที่ศาลปกครองรับไว้พิจารณาที่ผ่านมาตั้งแต่เปิดทำการวันที่ 9 มีนาคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 เป็นคดีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล คิดเป็นร้อยละ 23.10 ของคดีที่รับไว้พิจารณาทั้งหมดทุกประเภทคดี โดยเป็นคดีเกี่ยวกับการสรรหา การบรรจุ การแต่งตั้ง การย้าย การเลื่อนตำแหน่ง คิดเป็นร้อยละ 49.48 คดีเกี่ยวกับคำสั่งลงโทษทางวินัย คิดเป็นร้อยละ 27.55

คดีบริหารงานบุคคลจึงมีปริมาณมาก ส่วนใหญ่เป็นข้อพิพาทที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายเกี่ยวกับสถานภาพตำแหน่ง ความก้าวหน้าในการทำงาน ค่าตอบแทนและรายได้ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง ซึ่งอาจกระทบต่อบุคคลอื่น เช่น เพื่อนร่วมงาน สมาชิกในครอบครัว รวมถึงบรรทัดฐานการบริหารงานบุคคลขององค์กรนั้น ๆ ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการบริหารบุคคลเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพอย่างเป็นธรรม เสริมสร้างความเชี่ยวชาญให้บุคลากรของศาลปกครอง ทำให้คำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานให้กับหน่วยงานทางปกครองอื่น ๆ ยึดถือปฏิบัติต่อไป ศาลปกครอง ได้ประกาศจัดตั้งแผนกคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น โดยเปิดทำการแผนกคดีบริหารงานบุคคลพร้อมกันทั้งศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองชั้นต้นทั่วประเทศ 10 แห่ง เมื่อวันจันทร์ที่ 10 มีนาคม 2557 สำหรับศาลปกครองขอนแก่น มีอำนาจดูแลในเขตท้องที่จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และจังหวัดมุกดาหาร หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศาลปกครองขอนแก่น กลุ่มบริหารทั่วไป 177/48 ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000 โทรศัพท์ 043-227433-4 ต่อ 210 โทรสาร 043-223704



ดวงใจ หงษ์จันทร์ / ข่าว

กาฬสินธุ์ วางเป้าสงกรานต์ 57 ตายได้ไม่เกิน 1 คน เจ้าหน้าที่รัฐทำผิดต้องถูกลงโทษทางวินัย

กาฬสินธุ์วางมาตรการป้องกันอุบัติเหตุเทศกาลสงกรานต์ ปี 2557 เป้าหมายตายไม่เกิน 1 คน บาดเจ็บไม่เกิน 20 ราย โดยให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หากเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี พ่อแม่ต้องรับผิดชอบด้วย หากเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้เอาความผิดทางวินัยตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546

ที่ห้องประชุม 4/1 ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มีการประชุมเตรียมการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2557 โดยมีนายสุรพจน์ รัชชุศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธาน ผลการประชุมสรุปได้ว่า ในเทศกาลสงกรานต์ปี 2557 ศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนน ได้กำหนดให้ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2557 รวม 7 วัน เป็นช่วงดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ก็เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และจำนวนครั้งของอุบัติเหตุให้ลดลงกว่าปีที่ผ่านมา ร้อยละ 5 เมื่อเปรียบเทียบกับเทศกาลสงกรานต์ปี 2556 โดยในปี 2556 จังหวัดกาฬสินธุ์ เกิดอุบัติเหตุ 24 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 22 ราย ตาย 4 ราย ในเทศกาลสงกรานต์ ปี 2557 ได้วางเป้าหมายไว้ต้องเกิดอุบัติเหตุไม่เกิน 22 ครั้ง บาดเจ็บไม่เกิน 20 ราย และตายไม่เกิน 1 ราย

นายสุรพจน์ รัชชุศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เผยว่า ในการดำเนินการในปีนี้ได้เน้นหนักในด้านการรณรงค์ประชาสัมพันธ์และให้ตั้งด่านจับทุกพื้นที่ เข้มงวดกับผู้ใช้ยานพาหนะทุกชนิด เน้นมาตรการ 3 ม 2ข 1ร รวมทั้งการแซงในที่คับขัน ขับขี่ย้อนศร ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร โทรศัพท์ขณะขับขี่รถ หากพบการกระทำผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายและลงโทษขั้นสูงสุด กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี กระทำผิดกฎหมายให้ใช้มาตรการทางกฎหมายคุ้มครองเด็ก ดำเนินคดีกับผู้ปกครองด้วย หากเป็นข้าราชการ พนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้เอาความผิดทางวินัยและรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เพื่อลงโทษต่อไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546



สุรพล คุณภักดี / ข่าว

ชุดสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์รวบคนร้ายวิ่งราวทรัพย์ก่อเหตุ 15 คดี

ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ รวบวัยรุ่นวิ่งราวทรัพย์ตระเวนห่อเหตุอย่างโชกโชนในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ กว่า 15 คดี ทรัพย์สินที่ได้นำไปขายเอาเงินไปเที่ยวเตร่ ซื้อยาเสพติด

พ.ต.อ.เสริมศักดิ์ เนื้อนวล ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์   พ.ต.ท.ชาติชาย ลีลากุล สว.สส., ร.ต.ท.อารมณ์ เจริญสรรพ์, ร.ต.ท.ฉัตรชัย เห็มสมัคร ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมนายศราวุธ หรือ ตี๋ อักโข อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51/2 ถนนหนองทุ่ม ต.กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ผู้ต้องหาคดีวิ่งราวทรัพย์ที่ก่อเหตุในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 จนถึงเดือนมีนาคม 2557 จำนวน 15 คดี มักเลือกเหยื่อที่เป็นผู้หญิง สถานที่ก่อเหตุเปลี่ยว ไกลผู้คน โดยทรัพย์สินที่ได้นำมาจะนำไปขายแล้วไปเที่ยวเตร่ ซื้อยาเสพติด ซึ่งของกลางที่ตรวจค้นได้มีเสื้อผ้า บัตรเครดิต เอกสารสำคัญ โทรศัพท์มือถือ เงินสด สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยผู้ต้องหาจะใช้รถจักรยานยนต์ Honda คลิ๊ก สีดำ-แดง หมายเลขทะเบียน ขกว 726 กาฬสินธุ์ และรถจักรยานยนต์ Honda Wave สีดำ ทะเบียน 1กข 9697 กาฬสินธุ์ เป็นพาหนะในการก่อเหตุ

โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 มีผู้เสียหายจำนวนหลายมาแจ้งความที่ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ถูกคนร้ายวิ่งราวทรัพย์เหตุเกิดช่วงเวลา 13.00-20.00 น. ลักษณะคนร้ายเป็นชาย รูปร่างอ้วน ลักษณะการแต่งกาย เสื้อสีน้ำเงิน, สีส้ม ขับขี่รถจักรยานยนต์ สวมหมวกกันน๊อคเต็มใบสีดำ โดยจะขับขี่รถจักรยานยนต์ประกบข้างแล้วกระชากกระเป๋าผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ จึงได้ส่งสายสืบลงพื้นที่หาข้อมูล และเมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 7 มีนาคม 2557 ได้รับแจ้งเหตุวิ่งราวทรัพย์ลักษณะคนร้ายตรงกับที่มีผู้เสียหายแจ้งความไว้ เหตุเกิดที่ถนนถีนานนท์ หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวนำชัย ต.กาฬสินธุ์ อ.เมืองกาฬสินธุ์ ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าจับกุมนายศราวุธ หรือ ตี๋ อักโข ได้ที่บ้านพักเลขที่ 52/2 ถ.หนองทุ่ม ต.กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมตรวจยึดของกลางได้จำนวนหนึ่ง พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา "วิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั่นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับ หรือรับของโจร” ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป สำหรับผู้เสียหายสามารถตรวจสอบสิ่งของได้ที่งานสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ โทรศัพท์ 043-811111



ดวงใจ หงส์จันทร์ / ข่าว ชนะชัย ภูแสงศรี / ภาพ

ยาบ้า 90 เม็ดซุกลูกตะกร้อโยนเข้าเรือนจำกาฬสินธุ์

มือมืดโยนตะกร้อซุกยาบ้า 90 เม็ด ห่อด้วยพลาสติก ข้ามกำแพงเรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่เข้าเวรประจำการตรวจพบเจอบริเวณลานฝั่งทิศเหนือภายในเรือนจำ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 10 มีนาคม 2557 ร.ต.อ.อาทิตย์ คำยุธา หัวหน้าชุด ปส. สภ.เมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วย ด.ต.จิรศักดิ์ ทรัพย์พงษ์ ตำรวจชุด ปส. ได้รับแจ้งจากนายยศวัฒน์ บำเพ็ญธรรมสกุล ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ ให้เข้าไปตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยที่มีผู้โยนข้ามกำแพงเรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ หลังรับแจ้งเข้าตรวจสอบพบลูกตะกร้อสีเหลือง มีวัตถุห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาล จึงแกะออกพบยาบ้าห่อด้วยถุงพลาสติก จำนวน 9 เส้น ๆ ละ 10 เม็ด รวมยาบ้า 90 เม็ด

จากการสอบถามนายวีระศักดิ์ อุบลเลิศ นักวิชาการอบรม ชำนาญการ ผู้พบเห็นทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 05.30 น. ได้ทำหน้าที่เข้าเวรประจำภายในเรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ และเดินตรวจตามปกติโดยเฉพาะบริเวณริมกำแพงเรือนจำ จนมาถึงบริเวณลานกว้างด้านทิศเหนือของเรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ ก็พบตะกร้อ สีเหลืองวางอยู่ จึงเข้าตรวจสอบและรีบแจ้งผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ เข้าตรวจสอบดังกล่าวพบว่าเป็นยาบ้า



ดวงใจ หงษ์จันทร์/ข่าว   ชนะชัย ภูแสงศรี/ภาพ

นายกฯ กำหนดตรวจราชการ เรื่อง กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี สินค้า OTOP และการพัฒนาเมืองที่ขอนแก่นเพิ่มเติม

นายกรัฐมนตรี  มีกำหนดตรวจติดตามเรื่องกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี, สินค้า OTOP และโครงการพัฒนาเมืองที่จังหวัดขอนแก่น เพิ่มเติม

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น  รายงานว่า  ตามที่ ฯพณฯ  นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะ  มีกำหนดเดินทางไปตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และแนวคิดการจัดทำเกษตรโซนนิ่งที่จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่  12 – 13  มีนาคม  2557  นั้น  ล่าสุด ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี  มีกำหนดการตรวจราชการเพิ่มเติมที่จังหวัดขอนแก่นในวันที่  13  มีนาคม  2557  ในประเด็น เรื่อง  ผลการดำเนินงานกองทุนพัฒนาเมือง  โดยกำหนดจัดประชุมรับทราบผลการดำเนินงาน  ปัญหาอุปสรรค  ข้อเสนอแนะในประเด็นที่จะมาตรวจราชการเพิ่มเติม จากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดขอนแก่น  ในเช้าวันพฤหัสบดีที่  13  มีนาคม  2557  ซึ่งจะมีหัวหน้าส่วนราชการ  ผู้แทนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง  เข้าประชุมรายงานผลการดำเนินงานและรับมอบนโยบายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี


สมพงษ์  ปัตตานี/ข่าว/อารมย์  พิมพ์

ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ให้การต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่จากมณฑลฟูเจี้ยน

ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานงานเลี้ยงต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่ของมณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ในฐานะหัวหน้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง เป็นประธานงานเลี้ยงต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่ของมณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางมาเยือนและแลกเปลี่ยนประเด็นความร่วมมือทางด้านการค้า การลงทุน การศึกษา ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวกับจังหวัดในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ณ โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล อ.เมืองขอนแก่น ในโอกาสนี้ นางนิภา สุวรรณสุจริต นายกเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น ให้เกียรติในงานเลี้ยงต้อนรับดังกล่าวด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง และมณฑลฝูเจี้ยน ได้พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2554 โดยจังหวัดขอนแก่น ได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตนารมณ์ (Letter of Intent) เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างจังหวัดขอนแก่นกับมณฑลฝูเจี้ยน ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2555

พร้อมทั้งจัดเตรียมการลงนามความตกลง (MOU) เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง โดยจังหวัดขอนแก่นได้รายงานขอความเห็นชอบร่างบันทึกความตกลง และอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในส่วนของจังหวัดกาฬสินธุ์ มหาสารคาม และจังหวัดร้อยเอ็ด จะได้เริ่มการลงนามในหนังสือเจตนารมณ์ก่อน ซึ่งจะได้มีการดำเนินการพร้อมกับการลงนามบันทึกความตกลงกับจังหวัดขอนแก่น ทั้งนี้กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง อยู่ระหว่างการเร่งรัดการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะได้มีการดำเนินการลงนามบันทึกความตกลงและลงนามแสดงเจตนารมณ์ภายในปี 2557


ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี ส.ปชส.ขอนแก่น

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมตรวจเยี่ยมและแก้ปัญหาภัยแล้งที่จังหวัดชัยภูมิและขอนแก่น ระหว่างวันที่ 12-13 มีนาคม 2557

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงพื้นที่ตรวจติดตามการเตรียมการและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและชัยภูมิ นายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นครั้งที่ 2 นำคณะเดินทางลงพื้นที่ ต.บ้านโต้น อ.พระยืน จ.ขอนแก่น เพื่อชมกระบวนการสูบน้ำระยะไกลสำหรับการให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งในเขตพื้นที่ตอนกลางและตอนล่างของจังหวัด รวมทั้งการมอบถังน้ำให้กับผู้ประสบภัยสำหรับการเก็บกักน้ำไว้ใช้ตลอดทั้งช่วงฤดูแล้งในปีนี้ ตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อประชุมร่วมกับผู้นำชุมชนในการแก้ไขปัญหาระยะยาว ก่อนที่จะเดินทางไปยัง จ.ชัยภูมิ เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้งเช่นกัน นายกรัฐมนตรีจะมีภารกิจลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าในโครงการต่างๆ

วันที่ (12 มีนาคม 2557) ช่วงเช้านายกรัฐมนตรีเดินทางไปตรวจเยี่ยมราษฎรที่ประสบภัยแล้งที่จังหวัดชัยภูมิ ที่อำเภอแก่งคร้อตรวจเยี่ยมราษฎรที่ประสบภัยแล้งก่อนที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาจังหวัดขอนแก่นเพื่อตรวจติดตามการเตรียมการและการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น คณะนายกรัฐมนตรีสักการะพระเจ้าใหญ่หลักธรรมอายุ 300 ปีและสักการะรูปเหมือนสมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถร ป.ร8) อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ณ โบสถ์วัดศรีจันทร์ เยี่ยมชมโรงกรองผลิตน้ำดื่ม บริการประชาชน เยี่ยมชมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบ้านตำบลบ้านโต้น มอบสื่อการเรียนการสอน เยี่ยมชมรถสูบส่งน้ำระยะไกลช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้งของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 6 ขอนแก่น พร้อมพบประประชาชนและมอบน้ำดื่มสะอาดขนาดถังบรรจุ 20 ลิตร ให้กับผู้แทนหมู่บ้าน 50 หมู่บ้านที่บ้านโต้น อำเภอพระยืน

จังหวัดขอนแก่นประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้งจาก 6 อำเภอ คือ อำเภอบ้านไผ่ อำเภอมัญจาคีรีอำเภอกระนวน อำเภอสีชมพู อำเภอพระยืนและอำเภอหนองนาคำ โดยเฉพาะในพื้นที่ อำเภอบ้านไผ่ จำนวน 10 ตำบล 49 หมู่บ้าน ประกอบด้วย ตำบลบ้านลาน ตำบลบ้านไผ่ ตำบลเมืองเพีย ตำบลหนองน้ำใส ตำบลหินตั้ง ตำบลป่าปอ ตำบลในเมือง ตำบลแคนเหนือ ตำบลกฎเหล็ก ตำบลหัวหนอง ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 8,229 ครัวเรือน 32,244คน ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพือ่การเกษตร ปศุสัตว์ ประมง ไร่นาและสิ่งสาธารณประโยชน์บริเวณกว้าง การบรรเทาภัยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประกาศให้ความช่วยเหลือเป็นการด่วนแล้ว


ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี ส.ปชส.ขอนแก่น

สภาการศึกษาไทยเดินหน้าขยายผลความคิดการเรียนรู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา

สภาการศึกษาไทยเดินหน้าขยายผลแนวคิดการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญา หรือ สู่ผลักดันการศึกษาไทย

ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดการประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2557 เรื่องมหกรรมการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญาและการศึกษาทางเลือกโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น อนุกรรมการสภาศึกษา ผู้บริหารและครูจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อร่วมนำแนวคิดและองค์ความรู้เรื่องการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญาหรือConstructionism มาประยุกต์และปรับใช้เพื่อสนับสนุนการศึกษาไทยในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การจัดการเรียนเพื่อส่งเสริมให้ผู้สอนและผู้เรียนรู้จักใช้กระบวนการศึกษาเชิงวิเคราะห์และฝึกปฏิบัติจริงจากประสบการณ์ ตามแนวคิดจากศาสตราจารย์ Seymour Papert และDr.paulo Blikstein จากมหาวิทยาลัย Stanford พร้อมเน้นการสนับสนุนให้สถานศึกษาต้นแบบ 6 แห่งในประเทศไทย นำร่องความคิดดังกล่าว มีสถานศึกษาจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญารวมทั้งสิ้น45แห่ง โดยในครั้งนี้เปิดเวทีให้ผู้จัดการศึกษา ร่วมมหกรรมแสดงผลงานจากแนวคิดการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญา หรือ Constructionism รวม 24 แห่งได้แก่โรงเรียนดรุณสิกขาลัย เป็นอีกหนึ่งต้นแบบที่มีกระบวนการจัดการเรียนรู้ผ่านสิ่งที่ผู้เรียนสนใจ วางแผนและลงมือทำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้ ซึ่งเป็นอีกสถานบันการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ อันจะเป็นการขยายผลในอนาคตต่อไป



ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี ส.ปชส.ขอนแก่น

ข้อเขียน “ขอนแก่นนครไมซ์ซิตี้” ของมิสเตอร์ เหงียน ด๊อก ฮวง ชาวเวียดตาม ที่เผยแพร่ท่านเฟสบุ๊คมีผู้เช้าชมมากที่สุดถึง 6 แสนต้น ได้รับรางวัล 160,000 บาท

ข้อเขียนผ่านเฟสบุ๊ค เพื่อประชาสัมพัน์ "จังหวดขอนแก่นนครแห่งไมซ์ซิตี้ของมิสเตอร์ เหวียน  ด๊อก ฮวง ชาวเวียดนาม  ได้รับรางวัลชนะเลิศ  มีผู้เข้าชมมากที่สุดถึง 612,762 คน  ได้รับเงินรางวัลกว่า 160,000 บาท จาก
สสปน.

ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรม  MICE จังหวัดขอนแก่น  และคณะทำงานขับเคลื่อนจังหวัดขอนแก่น เป็นนครแห่ง MICE ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดขอนแก่น  เมื่อเช้าวันนี้ (11 มี.ค.57) โดยมี นายสมศักดิ์  สุวรรณสุจริต  ผู้ว่าราชการจงหวัดขอนแก่น  เป็นประธานการประชุม  มีคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรม  MICE  และคณะทำงานขับเคลื่อนจังหวัดขอนแก่น  เป็นนครแห่ง MICE  เข้าประชุมเพื่อรายงานผลการปฏิบัติงานและรับทราบแผนแม่บทในการขับเคลื่อนจังหวัดขอนแก่นเป็นนครแห่ง MICE  ซึ่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นนำเสนอ

ในการประชุมครั้งนี้  ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ สสปน. ได้แจ้งผลการประกวดรางวัลโครงการ Thailand  MICE Destimation Review  Competition  ซึ่งเป็นโครงการเผยแพร่ศักยภาพของไมซ์ซิตี้ในประเทศไทยทั้ง  5 จังหวัด  ในรูปแบบของการคัดเลือกนักจัดการมืออาชีพและกลุ่มล็อกเกอร์จากทั่วโลก  5  คน มาเยี่ยมชมธุรกิจโรงแรม  ศูนย์ประชุมและสถานที่ท่องเที่ยวใน  5  จังหวัดไมซ์ซิตี้  เพื่อเขียนบทความแนะนำประชาสัมพันธ์ไมซ์ซิตี้ผ่านสื่อออนไลน์เฟสบุ๊คไปทั่วโลก ผลปรากฏว่าข้อเขียนเพื่อประชาสัมพันธ์  แนะนำจังหวัดไมซ์ซิตี้  จังหวัดขอนแก่นของมิสเตอร์เหวียน  ด๊อก ฮวง  ชาวเวียดนาม มีผู้เข้าชมมากที่สุด 612,762 คน ได้รับรางวัลชนะเลิศ  ได้รับเงินสดจาก  สสปน. 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ  165,000 บาท


สมพงษ์  ปัตตานี/ข่าว/อารมย์  พิมพ์

การสมัครอาสาพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ

ประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจสมัครเป็นอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ หลังประกาศรับสมัครพร้อมกันทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณสวนรัชดานุสรณ์ ซึ่งเป็นจุดที่กลุ่ม นปช.ขอนแก่น ใช้เป็นสถานีที่รับสมัครอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ อพชป. ปรากฏว่า มีประชาชนจาก 26 อำเภอของจังหวัดขอนแก่น ทยอยเดินทางมากรอกใบสมัครตลอดทั้งวัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชายอายุ 20 ถึง 50 ปี นอกจากนี้ ยังมีผู้หญิงให้ความสนใจกรอกใบสมัครเช่นกัน นายพุทธิพงษ์ คำแหงพล ประธานอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาตินั้น เพื่อปกป้องศาสนา พระมหากษัตริย์ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และสร้างความรักความสามัคคีของกลุ่มคนที่รักประชาธิปไตย 20 จังหวัดภาคอีสาน ให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พร้อมทั้งต่อต้านเผด็จการ และการปฏิวัติทุกรูปแบบ หลังจากการรับสมัครเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะได้มีการนัดกันเพื่ออบรมความรู้ต่อไป และในวันนี้คาดว่ามีประชาชนให้ความสนใจสมัครเป็นอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติแล้วกว่า 2,000 คน



ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี ส.ปชส.ขอนแก่น

กลุ่มเกษตรกรแปรรูปอาหารปลาส้มสร้างมูลค่าเพิ่มสู่ AEC

กลุ่มเกษตรกรแปรรูปอาหารผู้ผลิตปลาส้มกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนกลาง สร้างมูลค่าสินค้าชุมชนสู่ตลาดการค้าระดับนานาชาติ รับ AEC

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ดร.รังสรรค์ เนียมสนิท รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วย น.ส.เสาวณี มุสิแดง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ปลาส้มสู่การรับรองมาตรฐานในพื้นที่ จ.ขอนแก่น, หนองบัวลำภู และชัยภูมิ มีกลุ่มผู้ประกอบการและผู้นำชุมชนจากทั้ง 3 จังหวัดและกลุ่มผู้ผลิตสินค้าโอทอปรวมกว่า 60 ราย ผู้ร่วมประชุมกว่า 100 คน น.ส.เสาวณี มุสิแดง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานและผลิตภัณฑ์ของชุมชนเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะกับการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และการขยายโอกาสให้ชุมชนครอบคลุมทุกพื้นที่

ขณะเดียวกัน การผลักดันในด้านของคุณภาพและมาตรฐานสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของไทยให้สามารถที่จะเข้าถึงโอกาสทางการตลาดจนนำไปสู่การยกระดับสู่ตลาดการค้าที่ครอบคลุมทั้งประเทศและตลาดการค้าในต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่สำคัญของแนวทางการดำเนินงานเช่นกัน ดังนั้น การนำเอาผลิตภัณฑ์ชุมชนจากทั้ง 3 จังหวัดของกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนกลาง ที่ถือเป็นสินค้าสำหรับการบริโภคของท้องถิ่นอย่างปลาส้มมาเป็นโจทย์ที่สำคัญของการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้รับรองมาตรฐานที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการและผ่านการประเมินจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของผลิตภัณฑ์อาหาร จนนำไปสู่การขยายฐานตลาดการค้าได้อย่างครอบคลุมต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะ"ปลาส้ม เป็นสินค้าโอทอปของไทย ซึ่งภาคอีสานมีการผลิตอยู่หลายพื้นที่ ดังนั้นการคัดเลือกพื้นที่นำร่องใน 3 จังหวัดรวมผู้ประกอบการกว่า 60 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่ติดกับแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีวัตถุดิบภายในท้องถิ่นชุมชน โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนจุฬาภรณ์ เป็นพื้นที่เป้าหมาย”


ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี ส.ปชส.ขอนแก่น

ชาวขอนแก่น ระดมเงินช่วยเหลือชาวนาได้ประมาณ 50 ล้านบาท

ชาวขอนแก่นระดมทุนเงินช่วยเหลือชาวนาไทย คาดได้เงินทุนสำรองส่งมอบแก่ ธ.ก.ส.ได้ประมาณ 50 ล้านบาท ขณะที่ยอดค้างจ่ายจำนำข้าวให้แก่ชาวนาขอนแก่นรวม 1,695 ล้านบาท

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอทุกอำเภอ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำองค์กรภาคเอกชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชนชาวขอนแก่น ร่วมกันบริจาคเงินสมทบเข้ากองทุนช่วยเหลือชาวนา เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวนา ที่ยังไม่ได้รับเงินจำนำข้าว โดยคาดว่ามีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเพิ่มเข้ากองทุนช่วยเหลือชาวนาจังหวัดขอนแก่นได้เงินก 50 ล้านบาท ชาวขอนแก่นระดมทุนเงินช่วยเหลือชาวนาไทย คาดได้เงินทุนสำรองส่งมอบแก่ ธ.ก.ส.ได้ประมาณ 50 ล้านบาท ขณะที่ยอดค้างจ่ายจำนำข้าวให้แก่ชาวนาขอนแก่นรวม 1,695 ล้านบาท นายมรกต พิธรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) กล่าวว่าการระดมเงินทุนสมทบกองทุนช่วยเหลือชาวนา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวนาตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ท่ามกลางความสนใจของชาวขอนแก่นที่มาร่วมบริจาคและสมทบกองทุนทั้ง 3 ประเภทกันเป็นจำนวนมาก ธ.ก.ส.ทั้ง 24 แห่ง เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้คนขอนแก่นได้แสดงออกถึงความห่วงใยและการมีน้ำใจต่อกันในช่วงภาวะวิกฤตของปมปัญหาที่เกิดขึ้นและเป็นผลกระทบต่อคนไทยอย่างแท้จริง

จากข้อมูลตัวเลขเกษตรกรชาวขอนแก่นที่เข้าร่วมโครงการฯ ประจำปี 2556/2557 นั้นพบว่ายังคงมียอดเงินคงค้างที่จะต้องจ่ายให้ชาวนาขอนแก่นอีกรวมกว่า 1,695 ล้านบาท จากจำนวน 34,844 ใบประทวน ประกอบด้วย สาขาขอนแก่น จำนวน 3,145 ราย ค้างจ่าย 134 ล้านบาท สาขาบ้านไผ่ 1,301 ราย ค้างจ่าย 25 ล้านบาท สาขาหนองสองห้อง 6,768 ราย ค้างจ่าย 319 ล้านบาท สาขาชุมแพ 3,134 ราย 11 ล้านบาท สาขาน้ำพอง 5,148 ราย ค้างจ่าย 284 ล้านบาท สาขามัญจาคีรี 1,293 ราย ค้างจ่าย 25 ล้านบาท สาขาภูเวียง 3,603 ราย ค้างจ่าย 99 ล้านบาท สาขาพล ค้างจ่าย 5,683 ราย ค้างจ่าย 219 ล้านบาท สาขาหนองเรือ 1,983 ราย ค้างจ่าย55 ล้านบาท สาขากระนวน 182 ราย จ่ายแล้วทั้งหมด สาขาชนบท 983 ราย ค้างจ่าย 22 ล้านบาท สาขาสีชมพู 1,781 ราย ค้างจ่าย 86 ล้านบาท สาขาแวงน้อย 2,776 ราย ค้างจ่าย 103 ล้านบาท สาขาบ้านฝาง 66 ราย ค้างจ่าย 22 ล้านบาท สาขาเขาสวนกวาง 369 ราย ค้างจ่าย 6 ล้านบาท สาขาตลาดกลางสินค้าเกษตร 837 ราย ค้างจ่าย 20 ล้านบาท สาขาโนนหัน 828 ราย ค้างจ่าย 12 ล้านบาท สาขาแวงใหญ่ 1,529 ราย ค้างจ่าย 61 ล้านบาท สาขาพระยืน 1,314 ราย ค้างจ่าย 42 ล้านบาท สาขาซำสูง 856 ราย ค้างจ่าย 22 ล้านบาท สาขาโนนศิลา 1,021 ราย ค้างจ่าย 19 ล้านบาท สาขาอุบลรัตน์ 1,1987 ราย ค้างจ่าย 38 ล้านบาท สาขาโคกโพธิ์ไชย 1,557 ราย ค้างจ่าย 47 ล้านบาท และสาขาเปือยน้อย 626 ราย ค้างจ่าย 13 ล้านบาท โดยร่วมบริจาคและสมทบได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2557 ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ และติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดขอนแก่น โทร 043-321836-7 หรือ Call Center 02-5550555 ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง


ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตร เพียรวิจัยธรณี ส.ปชส.ขอนแก่น

จังหวัดขอนแก่น มียอดผู้สมัครรับเลือกตั้งสว. ปี 2557 จำนวน 7 ราย

นายฐิติพล ทศรฐ ผู้อำนวยการสำนักงานการเลือกตั้งประจำจังหวัดขอนแก่นเปิดเผยว่า การรับสมัครสมาชิกวุฒิสภาเขตเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่นว่า และ กกต. ได้ประกาศให้มีการรับสมัครสมาชิกวุฒิสภา ตั้งแต่วันที่ 4 – 8 มีนาคม 2557 ได้ดำเนินการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ระหว่างวันที่ 4 ถึง 8 มีนาคม 2557นั้น จังหวัดขอนแก่นมีผู้มาสมัครรับเลือกตั้งจำนวน 7 คน ดังนี้ ผู้สมัครหมายเลข 1 นายวัน สุวรรณพงษ์ /หมายเลข 2 นายโกเมศ ทีฆาธนานนท์ /หมายเลข 3 นายฐิตินันท์ แสงนาค /หมายเลข 4 นายศุภสิธ เตชะตานลท์ /หมายเลข 5 นายสุธน สอนคำแก้ว /หมายเลข 6 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุวิทย์ นามบุญเรือง และผู้สมัครหมายเลข 7 นายประเสริฐ สัจจาวิริยะ

โดยสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่น การ เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นการทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2557 ว่า ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิหกสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 ในวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2557 โดยกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งในและนอกเขตเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2557 ระหว่างเวลา 08.00 – 15.00 น. นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดขอนแก่น กำหนดนโยบายในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้อง สุจริต และเที่ยงธรรม พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายในการเลือกตั้งว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และมีบัตรเสียไม่เกินร้อยละ 3 % สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา 2557 จังหวัดขอนแกน มีประชากร 1,774,816 คน ผู้มีสิทธิ 1,374,096 คน มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ 1 คน มีหน่วยเลือกตั้งปกติ 2,671 หน่วย หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าภายในเขตเลือกตั้ง 26 แห่ง (อำเภอละ 1 แห่ง) หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด 1 แห่ง คือ ที่สนามศาลากลางจังหวัดขอนแก่น


ข่าว/พิมพ์ นายคันฉัตรเพียรวิจัยธรณี ส.ปชส.ขอนแก่น

วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557

เกาะติดสินค้าเกษตรไทยกับอาเซียน เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย ไทยยังได้ดุล แนะ การเปิดเออีซี เป็นโอกาสพัฒนาการแข่งขัน

นายอนันต์ ลิลา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรของไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียนของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยอ้างอิงข้อมูลการส่งออก–นำเข้า จากกรมศุลกากร พบว่า การค้าในภาพรวมของอาเซียนกับไทยในปี 2556 ที่ผ่านมา ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าอาเซียน คิดเป็นมูลค่า 172,640 ล้านบาท ซึ่งการส่งออกสินค้าเกษตร มีมูลค่าเท่ากับ 242,181 ล้านบาท และการนำเข้าสินค้าเกษตรมีมูลค่าเท่ากับ 69,541 ล้านบาท โดยมีสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำตาล ยางพารา ข้าว และกาแฟสำเร็จรูป เป็นต้น ขณะเดียวกันนำเข้าสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ปลาทะเลแช่แข็ง อาหารปรุงแต่งที่ทำจากนมสำหรับทารก ส่วนผสมพรีมิกซ์สำหรับใช้ในการผลิตอาหาร น้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม และใบยาสูบ เป็นต้น

จากข้อมูลการค้าสินค้าเกษตร จะเห็นได้ว่า การค้าในตลาดอาเซียนมีการขยายตัวจากการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยตลาดมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและยังคงเป็นโอกาสของสินค้าเกษตรไทยที่มีคุณภาพ แต่ต้องเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้วยการใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิต เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง และในส่วนการนำเข้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรที่ไทยนำเข้ามาเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบและส่วนผสมในการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร จำเป็นต้องคัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย เพื่อให้สามารถนำมาใช้ในกระบวนการแปรรูปให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์เกษตรที่มีคุณภาพสูง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการดำเนินโครงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่มุ่งเน้นส่งเสริมเกษตรกรและภาคเกษตรของไทยให้เกิดความพร้อมมากขึ้น เช่น การผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน เช่น ส่งเสริมการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสม (Good Agriculture Practices: GAP) เป็นต้น เพื่อให้มีวัตถุดิบภายในประเทศที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย โครงการเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ที่สนับสนุนเกษตรกรให้ใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิต เพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน และโครงการพัฒนาด่านสินค้าเกษตร ให้สามารถทำการตรวจสอบสินค้าเกษตรนำเข้าที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบ ให้มีความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐาน เป็นต้น ทั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มโอกาสและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรของไทย ทำให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรของไทยได้รับประโยชน์จากการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน



สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร / ข่าว

กัมพูชาเตรียมรุกฐานส่งออกมันฯ ไปตลาดจีน เล็งพัฒนาอุตสาหกรรมร่วมไทย

นายอนันต์ ลิลา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาศักยภาพสินค้าเกษตรเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

กรณีศึกษา : มันสำปะหลังในราชอาณาจักรกัมพูชาว่า กัมพูชานับเป็นประเทศผู้ผลิตมันสำปะหลังอันดับที่ 13 ของโลก และผลิตมากเป็นอันดับที่ 4 ในอาเซียน รองมาจาก อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม โดยจากข้อมูลองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พบว่า มันสำปะหลังเป็นสินค้าเกษตรที่กัมพูชาผลิตมากเป็นอันดับที่ 2 รองมาจาก ข้าว ซึ่งกัมพูชาได้ขยายพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการส่งเสริมและพัฒนาการปลูก การปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น โดยมีความได้เปรียบในด้านต้นทุนการผลิตมันสำปะหลังที่ต่ำ เนื่องจากสภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ และเกษตรกรยังเพาะปลูกโดยอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก มีการใช้แรงงานคนมากกว่าใช้เครื่องจักรกล ประกอบกับค่าจ้างแรงงานถูก

สำหรับการผลิตมันสำปะหลังของกัมพูชา มีทั้งการผลิตเพื่อใช้ภายในประเทศ และการส่งออก ผลผลิตส่วนใหญ่แปรรูปเป็นมันเส้น และแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งมันเส้นส่วนใหญ่จะส่งออกมาประเทศไทย ส่วนแป้งมันสำปะหลังจะส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม จึงถือได้ว่าประเทศไทยและประเทศเวียดนามเป็นช่องทางสำคัญในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของกัมพูชา นอกจากนี้ ประเทศกัมพูชายังมีการส่งออกหัวมันสดไปยังประเทศเวียดนาม สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งมันสำปะหลังอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ศักยภาพการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในตลาดโลก พบว่า ทั้งไทยและกัมพูชามีความได้เปรียบ กล่าวคือ เมื่อเปรียบเทียบในการส่งออกมันเส้นและแป้งมันสำปะหลังไปยังตลาดโลก โดยการวิเคราะห์ตำแหน่งและความสามารถในการแข่งขัน (BCG) การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยนั้น อยู่ในตำแหน่งกลุ่มสินค้าทำเงิน (Cash Cows) และกัมพูชาอยู่ในตำแหน่งกลุ่มสินค้าที่มีปัญหา (Question Marks) และจากการศึกษา ยังพบว่า หน่วยงานภาครัฐและเอกชนของกัมพูชา อยากให้นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในประเทศกัมพูชา เพื่อเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังร่วมกัน นอกจากนี้ กัมพูชายังมีแผนที่จะขยายการส่งออกมันสำปะหลังไปยังประเทศจีนโดยตรงผ่านท่าเรือที่เมืองสีหนุวิลล์ ซึ่งผู้นำเข้าจีนได้เริ่มเจรจากับผู้ประกอบการกัมพูชาแล้ว เพื่อดำเนินการปรับปรุงโลจิสติกส์ในบริเวณดังกล่าวให้สามารถดำเนินการได้โดยเร็ว

ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทยการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ควรมีมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่และลดต้นทุนการผลิต ให้เกษตรกรแปรรูปมันสำปะหลังเพื่อเพิ่มมูลค่า มีความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ ตลอดจนมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาด สนับสนุนผู้ประกอบการขยายฐานการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีทรัพยากรและแรงงานถูก เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในการส่งออกสินค้าไปนอกอาเซียน



ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร / ข่าว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดหอมแดงพร้อมออกสู่ตลาด ฉุดราคาลด

นายอนันต์  ลิลา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การผลิต การตลาด และราคาที่เกษตรกรขายได้ของสินค้ากระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ในปี 2557   ประจำเดือนมกราคม พบว่า กระเทียม คาดว่าจะมีผลผลิต 90,711 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 16 เนื่องจากกระเทียมปีที่แล้วมีราคาสูง ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกกระเทียมเพิ่มขึ้น ประกอบกับสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นและหนาวนาน และมีปัญหาโรคแมลงน้อย ทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น  ซึ่งกระเทียมนับเป็นสินค้าที่มีการส่งออกไปต่างประเทศค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการนำเข้า เนื่องจากต้นทุนการผลิตกระทียมของไทยสูงกว่าประเทศผู้แข่งขัน เช่น จีน ส่วนการส่งออกส่วนใหญ่จะส่งออกไปให้ร้านอาหารไทยที่อยู่ในต่างประเทศที่นิยมนำกระเทียมไทยไปปรุงอาหาร โดยราคากระเทียมสดที่เกษตรกรขายได้ปีนี้มีราคาสูงขึ้นจากปีที่แล้ว ส่วนราคากระเทียมสดเดือนมกราคม 2557 อยู่ที่กิโลกรัมละ        17-18 บาท ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี

หอมแดง คาดว่ามีผลผลิต 135,216 ตัน สูงขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 5 เนื่องจากราคาหอมแดงในปีที่ผ่านมามีราคาสูง โดยเฉพาะในช่วงกลางปีเป็นต้นมาราคาหอมแดงแห้งคละ อยู่ที่กิโลกรัมละ 50 – 60 บาท ส่งผลให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น และขณะนี้ผลผลิตหอมแดงเริ่มทยอยออกสู่ตลาดประมาณร้อยละ 40 ของผลผลิตทั้งหมด โดยราคาหอมแดงแห้งที่เกษตรกรขายได้ที่ จ.ศรีสะเกษ ณ เดือนมกราคม 2557 อยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท  และราคาหอมแดงสดที่ภาคเหนือกิโลกรัมละ 5 - 6 บาท อย่างไรก็ตาม ราคาหอมแดงจะมีแนวโน้มลดลงอีกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม เพราะเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมาก สำหรับการส่งออกหอมแดงไปอินโดนีเซีย คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเหมือนปีที่ผ่านมา เนื่องจากอินโดนีเซียปรับเปลี่ยนมาตรการนำเข้าจากการจำกัดโควตาเป็นอนุญาตให้นำเข้าผักและผลไม้ได้ แต่อยู่ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบราคาผลิตภัณฑ์พืชสวน (Team of Horticulture Product Price Monitoring) ซึ่งจัดตั้งโดยกระทรวงการค้าอินโดนีเซีย โดยจะให้มีการนำเข้าหอมแดง ถ้าราคาหอมแดงในตลาดอินโดนีเซียสูงกว่าราคาอ้างอิง (Reference Price) ซึ่งขณะนี้ราคาหอมแดงในตลาดอินโดนีเซียราคาสูงกว่าราคาอ้างอิง ทำให้ผู้นำเข้าหอมแดงของอินโดนีเซียสามารถนำหอมแดงจากต่างประเทศไปขายในตลาดอินโดนีเซียได้

หอมหัวใหญ่ คาดว่าจะมีผลผลิต 39,303 ตัน ลดลงจากปี 2556 เล็กน้อย  เนื่องจากในช่วงที่เกษตรกรเพาะกล้า มีฝนตกมาก ทำให้ต้นกล้าเสียหาย ส่งผลให้การผลิตหอมหัวใหญ่มีปริมาณลดลง อย่างไรก็ตาม เกษตรกรบ้านผาตั้ง จังหวัดเชียงรายขายผลผลิตหมดแล้ว ซึ่งขณะนี้ผลผลิตหอมหัวใหญ่อำเภอแม่วาง และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรกำลังทยอยเก็บเกี่ยวและขายออกสู่ตลาด สำหรับการส่งออกหอมหัวใหญ่ไปประเทศญี่ปุ่นปี 2557 คาดว่า จะมีปริมาณใกล้เคียงกับปี 2556 ที่ปริมาณ 8,000 ตัน โดยราคาหอมหัวใหญ่ในฤดูกาลปี 2557 คาดว่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี และไม่มีปัญหาตกต่ำ ซึ่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ราคาหอมหัวใหญ่ตัดจุกกิโลกรัมละ 12.00 บาท ต่ำกว่าช่วงเวลาเดี่ยวกันของปี 2556 ซึ่งมีราคากิโลกรัมละ 12.54 บาท หรือร้อยละ 4

มันฝรั่ง คาดว่ามันฝรั่งพันธุ์โรงงานมีผลผลิต 115,074 ตัน เพิ่มจากปี 2556 ร้อยละ 20 เนื่องจากมีการขยายพื้นที่ปลูกตามความต้องการของโรงงานแปรรูปจากการขยายกำลังการผลิต ส่วนมันฝรั่งพันธุ์บริโภคคาดว่ามีผลผลิต 4,178 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ร้อยละ 9  เนื่องจากปี 2556 ราคามันฝรั่งพันธุ์บริโภคอยู่ในเกณฑ์ดี ราคาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 15-20 บาท โดยมันฝรั่งพันธุ์บริโภคเริ่มออกสู่ตลาดเพียงเล็กน้อย ด้านราคาที่เกษตรกรขายได้กิโลกรัมละ 15-17 บาท ส่วนมันฝรั่งพันธุ์โรงงาน เกษตรกรเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตขายให้โรงงานแปรรูปบ้างแล้ว และออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ด้านราคาที่โรงงานแปรรูปรับซื้อผลผลิตกิโลกรัมละ 12 – 13 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่กำหนดในสัญญาที่กิโลกรัมละ 10.40 บาท ดังนั้น มันฝรั่งจึงคาดว่าไม่มีปัญหาในเรื่องตลาดและราคา




สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร / ข่าว
สมทรง เผือกผล ส.ปชส.สุรินทร์ /ข่าว

จังหวัดสุรินทร์จัดงานวันช้างไทย 88 ไอยรา เทิดไท้องค์ราชาของแผ่นดิน ประจำปี 2557

นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า เนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 กำหนดให้วันที่ 13 มีนาคม ของทุกปีเป็นวันช้างไทย โดยได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นการริเริ่มของคณะอนุกรรมการประสานงานการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานประสานงานองค์การภาครัฐและเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ช้างไทย คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเล็งเห็นว่าหากมีการสถาปนาวันช้างไทยขึ้น จะช่วยให้ประชาชนคนไทยหันมาสนใจช้าง รักช้าง หวงแหนช้าง ตลอดจนให้ความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลืออนุรักษ์ช้างมากขึ้น และผลจากการที่ประเทศไทยมีวันช้างไทยเกิดขึ้น นับเป็นการยกย่องให้เกียรติว่าช้างเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอีกครั้ง นอกเหนือจากเกียรติที่ช้างเคยได้รับในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช้างเผือกในธงชาติหรือช้างเผือกที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ หรือสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์

ดังนั้น เพื่อเป็นการยกย่องและให้เกียรติช้าง ซึ่งเป็นสัตว์ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดสุรินทร์มาตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา จังหวัดสุรินทร์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ร่วมกันจัดงานวันช้างไทยขึ้นในวันที่ 13 มีนาคม เป็นประจำทุกปี และในปี พ.ศ. 2557 จังหวัดสุรินทร์ได้ตระหนักและเห็นคุณค่าของช้างไทยที่ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีคุณูปการเป็นอย่างยิ่งต่อแผ่นดินไทย จึงมีแนวความคิดที่จะจัดงานวันช้างไทย ปะจำปี 2557  ภายใต้ชื่อว่า “วันช้างไทย 88 ไอยรา เทิดไท้องค์ราชาของแผ่นดิน”   ให้ยิ่งใหญ่เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยมีกิจกรรมดังนี้  วันที่ 12 มีนาคม 2557 ชมขบวนแห่คุณูปการช้างสารไทย จำนวน 88 เชือก และริ้วขบวนรถที่ประดับประดาตกแต่งสวยงามอลังการ ตั้งแต่เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป โดยเริ่มเคลื่อนขบวนจากบริเวณหลังสถานีรถไฟสุรินทร์มายังอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง วันที่ 13 มีนาคม 2557 เชิญร่วมตักบาตรบนหลังช้าง โดยพระสงฆ์ 88 รูปนั่งบิณฑบาตรบนหลังช้าง ซึ่งมีแห่งเดียวในโลก ณ อนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง ซึ่งจะเริ่มพิธีตักบาตรบนหลังช้าง ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ช้างที่ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีคุณูปการต่อผืนแผ่นดินไทย 

จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานวันช้างไทย ในวันที่ 12 – 13 มีนาคม 2557 ณ บริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดี  ศรีณรงค์จางวาง



สมทรง เผือกผล ส.ปชส.สุรินทร์ /ข่าว

เชิญชมประเพณีขึ้นเขาสวาย ประจำปี 2557 วันที่ 31 มีนาคม 2557 ณ บริเวณวนอุทยานพนมสวาย ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า จังหวัดสุรินทร์มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สำคัญ ซึ่งผูกพันกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนพื้นเมืองมาอย่างยาวนานแห่งหนึ่ง คือ เขาสวาย หรือ พนมสวาย ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาสวาย ในพื้นที่ตำบลนาบัว  อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ อยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ประมาณ 20 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ติดต่อกัน   รอบๆ บริเวณมีเวิ้งน้ำใหญ่ มีทิวทัศน์สวยงาม  พันธุ์ไม้หลากหลายชนิด และในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ของทุกปี ต้นหมากหม้อหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ต้นอั๊ดจรู๊ก จะออกดอกบานสะพรั่งสวยงาม   เขาสวายมียอดเขาที่สำคัญ 3 ยอด โดยยอดเขาที่ 1 พนมเปร๊าะ หรือเขาชาย สูงประมาณ 220 เมตร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสุรินทรมงคล, ปราสาทหินพนมสวายพร้อมบาราย 3 ลูก และเจดีย์ศิลาแลงโบราณ จำนวน 1 องค์ ยอดเขาที่ 2 พนมสรัย หรือเขาหญิง สูงประมาณ 210 เมตร ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวัดพนมศิลาราม   และยังมีสระน้ำโบราณจำนวน 2 ลูกที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของเต่าศักดิ์สิทธิ์จำนวน 2 ตัว ยอดเขาที่ 3 พนมกรอล หรือเขาคอก เป็นที่ตั้งศาลาอัฎฐมุข, ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง, สถูปบรรจุอัฐิหลวงปู่ดุล อตุโล และเป็นที่ตั้งศาลเจ้าแม่กวนอิม   ส่วนชื่อเขาคอกนั้นได้มาจากอดีตบนเขาลูกนี้จะมีศิลาแลงวางเป็นชั้นๆ รูปทรงสี่เหลี่ยม สูงประมาณ 1 เมตร ลักษณะคล้ายคอก จึงเรียกกันว่า “เขาคอก”

เขาสวาย มีความสำคัญต่อชาวสุรินทร์มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล กล่าวคือ เมื่อถึงเดือนห้าของทุกปี บรรพบุรุษชาวสุรินทร์จะถือว่าเป็นงานประเพณีหยุดงาน ในภาษาเขมรเรียกว่า ตอม ภาษาลาวเรียกว่า ขลำ ภาษากวยเรียกว่า ตรัย ซึ่งการหยุดงานจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 ตอมตู๊จ ซึ่งหมายถึงวันหยุดงานเล็ก จะมีการหยุดงาน และทำงานเพียง 3 วัน นับตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึงวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 5 ช่วงที่ 2 ช่วงตอมธม หมายถึง วันหยุดงานใหญ่ จะมีการหยุดทำงานทั้งหมด 7 วัน นับแต่วันแรม 1 ค่ำถึงแรม 7 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งประเพณีการหยุดงานตามช่วงระยะเวลาดังกล่าว ชาวสุรินทร์มีความเชื่อว่าต้องหยุดการทำงานทั้งหมด หากใครไม่หยุดทำงานก็จะมีอันเป็นไป ประกอบกับในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ ดังนั้น ชาวสุรินทร์จะหยุดงานและพากันเดินทางไปขึ้นเขาสวายเพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมสิริมงคลชีวิตต่อตนเองและครอบครัว และในปี 2549 การจัดงานประเพณีขึ้นเขาสวายได้เพิ่มกิจกรรมการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวสุรินทร์เคารพนับถือ เพื่อความเป็นสิริมงคล 9 สิ่ง ประกอบด้วย พระใหญ่หรือพระพุทธสุรินทรมงคล, รอยพระพุทธบาทจำลอง, อัฐิหลวงปู่ดุลย์ อตุโล, พระพุทธรูปองค์ดำ, หลวงปู่สวน, ปราสาทหินพนมสวาย, ศาลเจ้าแม่กวนอิม, เต่าหินศักดิ์สิทธิ์ และสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหากกราบไหว้ครบทั้ง 9 สิ่งจะเป็นการเสริมสิริมงคลชีวิตได้เป็นอย่างดี

และทุกปีจังหวัดสุรินทร์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดงานประเพณีขึ้นเขาสวาย เพื่ออนุรักษ์  ฟื้นฟูวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ซึ่งจะส่งเสริมงานประเพณีขึ้นเขาสวายให้เป็นงานประเพณีที่สำคัญและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่จะสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ประเพณีขึ้นเขาสวายให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป   และในปีนี้กำหนดจัดงาน  ในวันที่ 31 มีนาคม 2557 (วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี) โดยมีกิจกรรมการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเขาพนมสวายเพื่อความเป็นสิริมงคล 9 สิ่ง พร้อมชมขบวนแห่ที่สวยงามตระการตาจากชุมชนในเขตพื้นที่ตำบลนาบัวและพื้นที่ใกล้เคียงรวม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลนาบัว, ตำบลสวาย, ตำบลไพล, ตำบลประทัดบุ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองสุรินทร์

จังหวัดสุรินทร์จึงขอเชิญชวนชาวสุรินทร์และนักท่องเที่ยวทุกท่านได้มาเที่ยวชมงานประเพณีขึ้นเขาสวาย ประจำปี 2557 และร่วมเคาะระฆัง 1,080 ใบ บนเขาสวายเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว  ในวันที่ 31 มีนาคม 2557 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ณ บริเวณวนอุทยานพนมสวาย ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์




สมทรง เผือกผล ส.ปชส.สุรินทร์ /ข่าว

จังหวัดสุรินทร์เชิญร่วมโหวตคะแนนให้ทีมโรงเรียนสุรินทรราชมงคล รหัส “LF6” โครงการ My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 5

นายถาวร  กุลโชติ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า บริษัท ฟาร์ม แชนแนล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ดำเนินโครงการ My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 5 ประจำปี 2556-2557 ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับการเกษตร ได้แก่ ด้านพืช ด้านสัตว์ และด้านการประกอบอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานโครงการและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ทางด้านการเกษตรให้กับกลุ่มเป้าหมาย  อาทิ กลุ่มเกษตรกร นิสิต นักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป  ได้นำองค์ความรู้ด้านการเกษตรสู่เกษตรกรและผู้สนใจ  รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรจากเกษตรกรผู้มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์จริง  ให้นักเรียนได้นำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต  และบริษัทได้ทำการรับสมัครโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ  เพื่อคัดเลือกเข้าร่วมการเรียนรู้ภายใต้กรอบแนวคิด คิดจริง ทำจริง ได้ผลผลิตจริง โดยให้จัดส่งตัวแทนโรงเรียน ประกอบด้วย ครูผู้รับผิดชอบ 2 คน นักเรียนร่วมโครงการ 5 คน ซึ่งโรงเรียนสุรินทรราชมงคล ได้ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้าย และได้รับรหัสโหวต คือ “LF6” เพื่อเข้าทำการแข่งขันปฏิบัติการจัดการฟาร์มขนาดพื้นที่ 1 ไร่ ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  สยามบรมราชกุมารี  โดยจะทำการแข่งขันตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม–10 พฤษภาคม 2557

จังหวัดสุรินทร์จึงขอเชิญประชาชนร่วมชม  และร่วมโหวตทีมนักเรียนจังหวัดสุรินทร์  ในรายการ My Little Farm ออกอากาศ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-08.00 น. และเวลา 16.00-17.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม My Channel. และรายการคนไทยหัวใจเกษตร วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 05.00-05.30 น.ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี โดยร่วมโหวตให้กำลังใจโดยพิมพ์ LF6 ส่งไปที่ 4221900 ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม – 10 พฤษภาคม 2557




สมทรง  เผือกผล  ส.ปชส.สุรินทร์  / ข่าว

ข้าราชการพลเรือนดีเด่นจังหวัดสุรินทร์ เน้นการทำงานต้องอุทิศตน อุทิศเวลา เสียสละ และต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำให้เสร็จ เพื่อในวันพรุ่งนี้จะได้เริ่มต้นใหม่ต่อไป

นายวีระ ฉลาดเลิศ พนักงานธุรการ ส 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์เขต 3 กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ราชการที่ประสบผลสำเร็จนั้น  ต้องอุทิศตน อุทิศเวลา และต้องเสียสละเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการทั้งงานในหน้าที่ และนอกหน้าที่   ที่สำคัญต้องเน้นทำงานในวันนี้ให้ดีที่สุด  ทำให้เสร็จและทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อในวันพรุ่งนี้จะได้เริ่มต้นใหม่ต่อไป การทำงานที่ทุ่มเทเสียสละ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้การปฏิบัติราชการประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของผู้บังคับบัญชา  ทำให้มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพราชการ  ซึ่งนายวีระ ฉลาดเลิศ ได้ยืดถือปฏิบัติตลอดระยะเวลากว่า 28 ปีในการรับราชการ จนได้รับการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่นคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2556 ของจังหวัดสุรินทร์



 สมทรง   เผือกผล  ส.ปชส.สุรินทร์ / ข่าว

จังหวัดสุรินทร์ พบปัญหาไฟป่าและหมอกควันในระดับปานกลาง ขอให้ประชาชนอย่าจุดไฟเผาตอซัง

นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน พื้นที่เกือบทุกภาคของประเทศไทยมักประสบปัญหาไฟป่า ซึ่งไฟป่ายังเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤตมลพิษหมอกควันส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพอนามัยของประชาชน ซึ่งตามยุทธศาสตร์/มาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ปี 2557 ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและหมอกควัน จำนวน 65 จังหวัด

สำหรับจังหวัดสุรินทร์เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าระดับปานกลาง โดยมีการเผาหญ้าริมถนนและการเผาตอซังในบางพื้นที่   จังหวัดสุรินทร์จึงได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจและแก้ไปปัญหาไฟป่าและหมอกควันจังหวัดสุรินทร์ขึ้น ตั้งอยู่ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุรินทร์ กิโลเมตรที่ 9 ถนนสุรินทร์-ปราสาทตำบลเฉนียง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โทรศัพท์/โทรสาร 0-4414-3057-9 และโทรศัพท์สายด่วนนิรภัย  1784 หากพื้นที่ใดประสบเหตุดังกล่าว ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่และสายด่วนนิรภัย 1784 โดยด่วน



กัญญรัตน์  เกียรติสุภา ส.ปชส.สุรินทร์ รายงาน

จังหวัดสุรินทร์ เชิญชวนร่วมทำบุญบริจาคเงินสร้างบ้านธารน้ำใจให้ผู้ยากไร้ในทุกอำเภอ

นายนิรันดร์  กัลยาณมิตร  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า จังหวัดสุรินทร์ได้ดำเนินการก่อสร้าง/ซ่อมแซมบ้านผู้ยากไร้ตามโครงการบ้านธารน้ำใจ สร้างรอยยิ้ม จังหวัดสุรินทร์ ประจำปีงบประมาณ 2557 เดือนละ 1 หลัง ในแต่ละอำเภอ โดยมีการทำประชาคมหมู่บ้าน คัดเลือกผู้ที่ยากจน ผู้สูงอายุ ผู้ที่เจ็บป่วย ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง หรือมีแต่บ้านหลังเล็ก เป็นกระต๊อบไม่สามารถคุ้มแดดคุ้มฝนได้เพื่อให้ราษฎรที่มีฐานะยากจนได้มีที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง

จังหวัดสุรินทร์ จึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนในการก่อสร้าง/ซ่อมแซมบ้านผู้ยากไร้ ตามโครงการดังกล่าวได้ตลอดเวลา และช่วยประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมบริจาคได้ 2 ช่องทาง คือโอนเงินเข้าชื่อบัญชี " โครงการบ้านธารน้ำใจสร้างสุข สร้างรอยยิ้มจังหวัดสุรินทร์” หมายเลขบัญชี 310-0-47227-6 ธนาคารกรุงไทย สาขาสุรินทร์ แล้วกรุณาแจ้งให้จังหวัดทราบด้วยทางโทรสาร 044-515472 และบริจาคโดยตรงได้ที่ ที่ทำการปกครองจังหวัดสุรินทร์ (กลุ่มงานปกครอง) ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ โทร 044-515472 ซึ่งทางจังหวัดสุรินทร์จะดำเนินการมอบเกียรติบัตรให้ผู้บริจาคในโอกาสต่อไป




กัญญรัตน์  เกียรติสุภา ส.ปชส.สุรินทร์ รายงาน

ผวจ.สุรินทร์ สั่งทุกหน่วยงานเตรียมรับมือภัยแล้ง

นายนิรันดร์  กัลยาณมิตร  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่าจังหวัดสุรินทร์ได้แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  อำเภอ  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  เตรียมการรับมือกับภาวะขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรที่อาจเกิดขึ้น โดยได้แจ้งมาตรการในการรับมือกับภัยแล้ง ปี 2557 และข้อสั่งการจากกระทรวงมหาดไทยให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว ดังนี้ การจัดหาน้ำอุปโภค บริโภค  ให้สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดสุรินทร์  ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมการจัดตั้งศูนย์แจกจ่ายน้ำประจำหมู่บ้านเพื่อเป็นการให้ช่วยเหลือราษฎรในเบื้องต้น การจัดหาน้ำเพื่อการเกษตรให้โครงการชลประทานสุรินทร์บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอและทั่วถึงต่อความต้องการของราษฎร  รวมทั้งการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่มีอยู่เพื่อให้มีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้  การสร้างรายได้และการเสริมอาชีพระยะสั้น  ให้สำนักงานแรงงานจังหวัดสุรินทร์ร่วมกับศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดสุรินทร์  จัดเตรียมฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นให้กับราษฎรที่ประสบภัยแล้ง   การดูแลรักษาสุขภาพและสุขอนามัย  ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ดูแลป้องกันโรคช่วงฤดูร้อนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนไม่ควรบริโภคอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด  การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  ให้ตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ร่วมกับฝ่ายปกครอง  ป้องกันและปราบปรามโจรผู้ร้ายในช่วงฤดูแล้งมิให้มีการลักขโมยเครื่องมือการเกษตร  เครื่องสูบน้ำ หรือโค  กระบือ  เพื่อมิให้เป็นการซ้ำเติมประชาชนที่ประสบภัย  การให้บริการน้ำอุปโภค บริโภค  ให้สำนักงานการประปาส่วนภูมิภาคสาขาสุรินทร์และทุกสาขา จัดเตรียมน้ำดื่มและน้ำดิบให้เพียงพอ  โดยให้พร้อมสนับสนุนหน่วยงานทันทีที่ได้รับการร้องขอ  การประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจประชาชน  ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละประเด็น  ส่งผลการดำเนินการให้จังหวัดสุรินทร์  เพื่อรวบรวมและสรุปประเด็นทำความเข้าใจกับประชาชนเป็นระยะๆโดยให้สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์  และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดสุรินทร์ เป็นหน่วยสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร  จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ ยานพาหนะ   รถบรรทุกน้ำ เครื่องสูบน้ำ  อุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อเตรียมการให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยแล้งโดยทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ  และแจ้งให้อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดกิจกรรมรณรงค์  สำรวจ ซ่อมและสร้างภาชนะเก็บน้ำไว้ใช้ในปี 2557 และตรวจสอบระบบประปาที่มีอยู่เดิม แหล่งน้ำผิวดิน บ่อน้ำบาดาล  ลักษณะการนำน้ำขึ้นมาใช้ในปัจจุบันใช้เต็มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำแล้วหรือไม่  เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดเตรียมภาชนะเก็บน้ำในการสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งอย่างเพียงพอ  และดูแล  รักษา ซ่อม และสร้างภาชนะเก็บน้ำให้ถูกลักษณะซึ่งจะช่วยป้องกันโรคต่างๆที่เกิดขึ้นในฤดูแล้งอีกด้วย  พร้อมทั้งการวางแผนการปลูกพืชฤดูแล้งให้เหมาะสมกับแหล่งน้ำในพื้นที่  เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค




สมทรง  เผือกผล  ส.ปชส.สุรินทร์  / ข่าว

ผวจ.สุรินทร์ สั่งทุกอำเภอสำรวจพื้นที่ประสบภัยแล้งเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยเร่งด่วน ล่าสุดพบพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง 2,120 หมู่บ้าน

นายนิรันดร์  กัลยาณมิตร  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า ช่วงนี้สภาพอากาศจังหวัดสุรินทร์แห้งแล้ง อากาศร้อนอบอ้าว มีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน ด้านสภาพน้ำท่าในอ่างเก็บน้ำ แม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาต่างๆ ในพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่มีความสำคัญในการผลิตน้ำประปาและด้านการเกษตรที่สำคัญ  มีปริมาณน้ำลดลงต่อเนื่องอาจส่งผลให้เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค  โดยเฉพาะหมู่บ้าน/ชุมชนที่อยู่นอกเขตชลประทาน สำหรับน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคจังหวัดสุรินทร์ได้รับแจ้งว่าราษฎรบ้านหนองเหล็กตาช้าง หมู่ 10 ตำบลเมืองลีง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์  ขาดแคลนน้ำดิบเพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน  จังหวัดสุรินทร์จึงประสานขอสนับสนุนรถบรรทุกเครื่องสูบส่งน้ำระยะไกลจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 5 นครราชสีมา ซึ่งจะเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2557 เป็นต้นไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  กล่าวว่า  จังหวัดสุรินทร์ มีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งจำนวนทั้งสิ้น  17 อำเภอ  158 ตำบล 2,120 หมู่บ้าน  แต่ยังไม่ได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัยแล้งแต่อย่างใด  ทั้งนี้ได้แจ้งให้อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งดำเนินการสำรวจสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งโดยเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคโดยเร่งด่วน แล้ว



สมทรง  เผือกผล  ส.ปชส.สุรินทร์  / ข่าว

ผวจ.สุรินทร์ เตือนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน

นายนิรันดร์  กัลยาณมิตร  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า ในเดือนมีนาคม มีโอกาสสูงที่จะเกิดพายุฤดูร้อน โดยจะมีลักษณะพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน และเรือกสวนไร่นาได้ แต่ปริมาณฝนที่ตกอาจจะไม่เพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ประชาชนจึงควรวางแผนการใช้น้ำให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะพื้นที่แล้งซ้ำซาก
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า จังหวัดสุรินทร์ขอเตือนให้ประชาชนเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น ทั้งการดูแลซ่อมแซมบ้านเรือนให้มีความแข็งแรง ตัดต้นไม้ใหญ่ที่อาจจะหักโค่นจากแรงพายุ รวมถึงเฝ้าระวังพืชผลทางการเกษตรไม่ให้ได้รับความเสียหาย  ระวังป้ายโฆษณา ระวังต้นไม้ใหญ่โค่นล้ม เสาทีวีหัก และอาจเกิดไฟรั่วจากน้ำที่เจิ่งนองพื้น  ควรดูแลสิ่งของต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรงและปลอดภัยอยู่เสมอ  โดยเฉพาะสิ่งของที่อาจจะหักโค่นได้ เช่น หลังคาบ้าน ต้นไม้ ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า เป็นต้น



สมทรง   เผือกผล  ส.ปชส.สุรินทร์ / ข่าว

จังหวัดสุรินทร์ กำหนดประชุมคณะทำงานเตรียมความพร้อมด้านสังคมและวัฒนธรรม เพื่อเตรียมพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน

นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า ในปี 2558 ประเทศสมาชิกอาเซียนได้กำหนดวางแผนเพื่อพัฒนาและยกระดับความร่วมมือระหว่างกัน ด้วยการจัดตั้งประชาคมอาเซียน เพื่อสนับสนุนการรวมตัวและความร่วมมือระหว่างกันอย่างรอบด้าน ซึ่งการพัฒนาไปสู่ประชาคมอาเซียนนั้น นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวาง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ทุกภาคส่วนจึงต้องมีการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น จังหวัดสุรินทร์จึงกำหนดจัดประชุมคณะทำงานเตรียมความพร้อมด้านสังคมและวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ ในวันที่ 10 มีนาคม 2557 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมจอมสุรินทร์ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  วิเคราะห์สถานการณ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม  รวมทั้งรวบรวมข้อมูล  แผนงาน  โครงการ  กิจกรรม ที่จะดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมและปัญหาผลกระทบที่อาจะเกิดขึ้นเมื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน



สมทรง  เผือกผล ส.ปชส.สุรินทร์ รายงาน

ศิษยานุศิษย์ร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ พระครูประสาทพรหมคุณ (หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ) เป็นจำนวนมาก

ค่ำวันที่ 6 มีนาคม 2557 เวลา 18.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมฯ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ทำการอัญเชิญน้ำหลวงสรงศพ เพื่อทำการสรงน้ำศพพระครูประสาทพรหมคุณ หลวงปู่หงส์  ณ ปราสาทเพชร สุสานทุ่งมน ต. ทุ่งมน อ. ปราสาท จ. สุรินทร์ โดยมีนายนิรันดร์  กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีสรงน้ำศพพระราชทาน  และมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ประชาชน ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ หรือ พระครูประสาทพรหมคุณ พระเกจิประจำสุสานทุ่งมน ตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2460 และมรณภาพเมื่อเวลา 10.48 น. วันที่ 5 มีนาคม 2557 ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์  ซึ่งนับว่าได้สูญเสียพระเกจิชื่อดังแห่งภาคอีสานไปอีกหนึ่งรูป 

สำหรับ พระครูประสาทพรหมคุณ (หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ) ชื่อเดิม สุวรรณหงษ์ จะมัวดี เป็นชาว อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ โดยท่านมีความขยันหมั่นเพียร กตัญญู กตเวทีต่อบิดามารดา ช่วยทำนาด้วยความวิริยะอดทน จนเมื่ออายุได้ 18 ปี จึงบรรพชาและเทศน์สอนญาติโยม กระทั่งอายุ 20 ปี ได้ทำการอุปสมบทเป็นพระสงฆ์   และได้รับฉายา “พรหมปัญโญ” ซึ่งแปลว่า ผู้มีปัญญาดุจพรหม  หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ หมั่นเพียรศึกษาพระปริยัติธรรมและจดท่องจำแม่นยำ นอกจากนี้ยังใฝ่หาความรู้เสมอ โดยเพียรศึกษากับครูบาอาจารย์อย่างไม่ลดละและเคยเดินธุดงค์ข้ามไปถึงประเทศกัมพูชา เมื่อหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ ได้รับการประสิทธิประสาทสรรพวิชา ทั้งเวทมนตร์และคาถาต่าง ๆ จนมีอาคมแก่กล้า ได้มีญาติโยมที่ประเทศกัมพูชานิมนต์ท่านไปประกอบพิธีอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ นับเป็นพระเถระที่มีอายุพรรษาสูงที่สุดรูปหนึ่งของแดนอีสานใต้ เพราะหลังจากบวชเมื่ออายุ 20 ปี ท่านอยู่ในสมณเพศและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาโดยตลอด เช่น มักให้พรแผ่เมตตาและปล่อยสัตว์ทุกชนิด พร้อมรณรงค์ให้ชาวบ้านร่วมสร้างฝายน้ำล้นและปลูกป่า ควบคู่กับการอบรมสั่งสอนให้ทุกคนยึดถือในศีล 5 ด้วยเหตุนี้ หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ จึงได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่และคนต่างถิ่นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมานานหลายสิบปี




ประนนท์  ไม้หอม  ส.ปชส.สุรินทร์ /ข้อมูล
สมทรง  เผือกผล  ส.ปชส.สุรินทร์  / เรียบเรียง

โคราชเปิดโครงการกรวยจราจรจากยางรถยนต์ ภายใต้ชื่อ 77 วัน โคราชเตรียมพร้อมรับเทศกาลสงกรานต์ 2557

วันนี้ (7 มี.ค. 57) เวลา 14.00 น. ที่หมวดการทางสระธรรมขันธ์ ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายชยาวุธ จันทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดโครงการกรวยจราจรจากยางรถยนต์ ภายใต้ชื่อ 77 วัน โคราชเตรียมพร้อมรับเทศกาลสงกรานต์ 2557 ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2557 เพื่อบูรณาการการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน และเพื่อให้มีกรวยจราจรจากยางรถยนต์ไว้ใช้ในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ 2557 ที่กำลังจะมาถึง

ด้านนายชยาวุธ จันทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวันในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นประตู่สู่ภาคอีสาน จะมีปริมาณรถที่สัญจรบนถนนสายหลักและสายรองเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การจราจรติดขัดเป็นระยะทางยาว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการแก้ไขปัญหาโดยได้เปิดช่องทางพิเศษเพื่อระบายรถในเส้นทางสายหลัก ซึ่งพบว่าเกิดปัญหากรวยจราจรที่ทำจากยางรถยนต์มีไม่เพียงพอ ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมจึงได้มีการจัดทำโครงการกรวยจราจรจากยางรถยนต์ขึ้น เพื่อใช้ในช่วงเทศกาล โดยเริ่มที่เทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึง ซึ่งได้มีการเปิดรับบริจาคยางรถยนต์เก่าจากหน่วยงานราชการและเอกชน รวมถึงประชาชน เพื่อนำมาใช้เป็นกรวยจราจรจากยางรถยนต์ โดยตั้งเป้าหมายเพื่อทำกรวยจราจรจากยางรถยนต์ จำนวน 600 อัน

วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

จังหวัดนครราชสีมา จัดงานมหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก.จังหวัดนครราชสีมา ประจำปี 2557

วันที่ 5 มี.ค. 57  เวลา 18.00 น. ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก.จังหวัดนครราชสีมา ประจำปี 2557 เพื่อให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพจากทั่วประเทศ ได้มีโอกาสพบกับผู้บริโภคโดยตรง โดยเน้นผลผลิตที่มีคุณภาพ และความหลากหลายของสินค้าจากเครือข่ายองค์กรเกษตรทั้งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งเพื่อเชื่อมโยงสินค้าเกษตรคุณภาพที่ได้รับการคัดสรรจากจังหวัดต่างๆทุกภูมิภาค เข้ามาร่วมจำหน่ายภายในงาน นอกจากนี้ยังเป็นเวทีที่ก่อให้เกิดการจับคู่และเจรจาการค้าเพื่อต่อยอดทางธุรกิจ ระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับผู้ซื้อโดยตรงและเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าให้กับเกษตรกร สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สำหรับกิจกรรมภายในงานได้มีการรวบรวมสินค้าทางการเกษ๖รที่มีคุณภาพจากทั่วประเทศมาจำหน่ายในราคาย่อมเยา สินค้าเกษ๖รแปรรูป หัตถกรรมเครื่องตกแต่ง สมุนไพร และสินค้าที่ได้รับรองมาตรฐาน เป็นต้น ซึ่งงานมหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก.จังหวัดนครราชสีมา ประจำปี 2557 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-9 มีนาคม 2557 บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จ.นครราชสีมา

โคราชจัดงานวันนักข่าว มอบโล่บุคคลากรดีเด่น5สาขา พร้อมโชว์การแสดงเต้นสะท้อนแสงของบรรดานักข่าว

วันที่ 5 มี.ค. 57  เวลา 19.00 น. ที่โรงแรมราชพฤกษ์แกรนด์โฮเตล อ.เมือง จ.นครราชสีมา ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันนักข่าว หรือวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ประจำปี 2557 ซึ่งจัดขึ้นโดยมูลนิธินักข่าวนครราชสีมา โดยมีนายประเมธ เพาะพินิจ ประธานมูลนิธินักข่าวนครราชสีมา กล่าวรายงาน สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงาน เพื่อส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะและเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันระหว่างสื่อมวลชนกับหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน พร้อมกันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมายังได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ แก่บุคคลดีเด่น 5 สาขา ประกอบด้วย นายแพทย์สิน ลิ่วศิริรัตน์ ประธานศูนย์สุขภาพ ริมลิฟวิ่ง ได้รับรางวัลสาขาผู้บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม นางวนิดา วรรณทวี เจ้าของธุรกิจวนิดามินิมาร์ท ได้รับรางวัลสาขานักธุรกิจดีเด่น พ.ต.อ.อัทธชนม์ ช่วงงาม ผกก.สภ.โพธิ์กลาง ได้รับรางวัลสาขาข้าราชการดีเด่น นายปฐมฤกษ์ มณีเนตร ผอ.สพฐ.เขต 1 นครราชสีมา ได้รับรางวัลสาขานักบริหารดีเด่น และนางสาวภูศรัญญา ชัชวาล ผู้ประกาศข่าว เคเบิ้ลทีวี KCTV ได้รับรางวัลสาขาผู้สื่อข่าวดีเด่น โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำองค์กร ภาครัฐ เอกชน ร่วมงานกว่า 500 คน

สำหรับกิจกรรมบนเวทีที่ได้รับความสนใจจากผู้มาร่วมงานคือการแสดงเต้นสะท้อนแสงประกอบเพลงขอบรรดา นักข่าวทั้งหญิงและชาย ซึ่งสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

ด้านดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อมวลชนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ในการสะท้อนสภาพสังคมที่หลากหลาย และวันนักข่าวเป็นวันสำคัญสำหรับสื่อมวลชนโดยเฉพาะ เป็นวันแห่งมิตรภาพสร้างความเข้าใจอันดี ระหว่างองค์กร ภาครัฐและเอกชน ประชาชน กับสื่อมวลชน เพื่อสร้างสรรค์การทำงานร่วมกัน ให้กับประชาชนทุกภาคส่วน อย่างแท้จริง 

ผู้ว่าโคราช มอบเงินสินไหมทดแทนให้กับญาติ ครู และ นร.โรงเรียนบ้านดงหลบ อ.ลำทะเมนชัย ทั้ง15 ราย ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถบัสทัศนศึกษาชนกับรถพ่วง18ล้อ ที่ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี เป็นเงินกว่า 9 ล้าน บาท

วันที่ (6 มี.ค.57) เวลา 11.30 น. ที่โรงเรียนบ้านดงหลบ ต.ช่องแมว อ.ลำทะเมนชัย จ.นครราชสีมา ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์เดช พรหมมิจิตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และคณะผู้แทนจากบริษัทประกันภัย ประกอบด้วยนายณัฐพงษ์ บุญเย็น ผู้จัดการฝ่ายฏิบัติการ บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายชัยณรงค์ เรืองแก้ว ผู้จัดการบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด เดินทางไปมอบเงินค่าสินไหมทดแทนให้กับญาติของครูและนักเรียน โรงเรียนบ้านดงหลบ ทั้ง 15 ราย ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถบัสทัศนศึกษาของโรงเรียนบ้านดงหลบ พุ่งชนรถพ่วง 18 ล้อ ที่บริเวณถนนทางหลวงสาย 304 กบินร์บุรี – นครราชสีมา ช่วงหลัก กม ที่ 42-43 ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 28 กพ 2557 ที่ผ่านมา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,110,000 บาท แยกเป็น บริษัทวิริยะประกันภัย จำนวน 430,000 บาท และ บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำนวน 200,000 บาท ทั้งนี้ ดร.วินัยบัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และ นางราตรี บัวประดิษฐ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครราชสีมา ยังได้มอบเงินช่วยเหลือให้กับญาติผู้เสียชีวิต ทั้ง 15 ราย รายละ 13,000 บาท อีกด้วย

ส่วนบรรยากาศที่วัดบ้านดงหลบ ต.ช่องแมว อ.ลำทะเมนชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางเพชรรัตน์ จันทร์มณี ครูโรงเรียนบ้านดงหลบ บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้เดินทางไปให้กำลังแก่ญาติผู้เสียชีวิตและมอบเงินเพื่อเป็นการช่วยเหลือ

จังหวัดนครราชสีมา ประชุมสมัชชาสตรี ป้องกันวัยรุ่นโคราชตั้งครรภ์ไม่พร้อม

วันที่ (6 มี.ค.57) เวลา 09.00 น. ที่หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ สาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสตรีและการประชุมสมัชชาป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภไม่พร้อมเพื่อเป็นเวทีให้เด็ก ผู้ปกครอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเครือข่ายต่างๆในชุมชน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันและระดมความคิดหาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา ตลอดจนให้เกิดความร่วมมือกันเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น พบว่า วัยรุ่นไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุน้อยลง คืออายุระหว่าง 13-15 ปี และมีจำนวนมากขึ้น การคลอดบุตรของมารดาที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี มีค่าสูงเกินเกณฑ์เฝ้าระวังในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากคือ มารดาที่ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร มีความไม่พร้อมทางด้านวุฒิภาวะทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ประสบการณ์ อาชีพ จึงขาดทักษะในการจัดการกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ได้ แก่ปัญหาทางอารมณ์ จิตใจ เกิดความกดดันและความกังวลสูง การขาดโอกาสทางการศึกษา ครอบครัวและสังคมไม่ยอมรับ การถูกเสียดสีทางสังคม และปัญหาด้านเศรษฐกิจของครอบครัวเด็กที่มีฐานะยากจน สาเหตุของปัญหาตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น เกิดจากเด็ก เยาวชน และครอบครัวขาดภูมิคุ้มกันตัวเอง กล่าวคือเด็กและเยาวชนขาดความรู้ ขาดการยับยั้งชั่งใจและไม่มีขอบเขตของการคบหาระหว่างเพศชายและเพศหญิง นอกจากนี้ ครอบครัวที่ไม่มีเวลาในการดูแลบุตรหลาน ขาดความอบอุ่น ขาดทักษะการดูแลบุตรหลานให้เหมาะสมตามวัย ส่งผลให้เด็กวัยรุ่นขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ง่าย

เลขาธิการ กปร. ประชุมเชิงปฎิบัติการโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันนี้ (7 มี.ค.57)  เวลา 10.00 น. ที่หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(สำนักงาน กปร.) ในลักษณะการพัฒนาพื้นที่เชิงบูรณาการ โดยมี ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผู้แทนกรมชลประทาน พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มผู้ใช้น้ำ จำนวนทั้งสิ้น 120 คน เข้าร่วมประชุม เพื่อค้นหาปัญหา แนวทางการแก้ไข และตัวแบบความสำเร็จของพื้นที่ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ และกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงเพื่อขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำนับตั้งแต่ปี 2525 มีโครงการด้านแหล่งน้ำถึง 3,031 โครงการ โดยในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มีโครงการด้านการพัฒนาแหล่งน้ำรวมทั้งสิ้น จำนวน 47 โครงการในการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน วิธีการที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2532 ความว่า โครงการชลประทานต่างๆ ที่ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว ควรจัดการให้ราษฎรมีการใช้น้ำอย่างถูกวิธีและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเน้นให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันดำเนินการ ด้วยเหตุดังกล่าว สำนักงาน กปร. จึงได้ร่วมกับกรมชลประทาน และจังหวัดนครราชสีมา จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในลักษณะการพัฒนาพื้นที่เชิงบูรณาการ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น

ซึ่งได้ดำเนินการแล้วในปี2555 จำนวน 7 จังหวัด การประชุมครั้งนี้ ได้กำหนดให้มีบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริและการเสวนาเรื่อง การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ นอกจากนี้ยังได้แบ่งกลุ่มเพื่อค้นหาปัญหา อุปสรรค แนวทางการแก้ไข และตัวแบบความสำเร็จด้านการบริหารจัดการแหล่งน้ำ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ และกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำให้แก่กลุ่มผู้ใช้น้ำ อีกทั้งสามารถปรับปรุงพัฒนาทั้งทางโครงสร้างการพัฒนาแหล่งน้ำและรูปแบบการบริหารจัดการน้ำ ที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและต่อยอดกิจกรรมการพัฒนาบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมั่งคงและความยั่งยืน

อดีตผู้การชัยภูมิ ลงสมัคร สว.

สีสันการเมืองชัยภูมิ เริ่มเข้มข้น หลังวันแรกมีผู้สมัคร สว.เพียงคนเดียว ล่าสุดเช้าวันนี้ มีผู้มัครเพิ่มอีก 1 ราย เป็นอดีตผู้การเมืองชัยภูมิ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชัยภูมิ เช้าวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการรับสมัคร สว. มีผู้สมัครเพิ่มอีก 1 ราย คือ พล.ต.ท.สุกิจ อุดมเศรษฐ์ อายุ 69 ปี ข้าราชการบำนาญ อดีต รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 และ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ หลังจากเมื่อวาน มีผู้สมัครเพียง 1 ราย คือ นายสุดตา วงศ์นรา ข้าราชการบำนาญ ทำให้ขณะนี้ มียอดผู้สมัคร สว.ชัยภูมิ รวมเป็น 2 คนแล้ว



สุระพงค์ สวัสดิ์ผล /ข่าว

ประชาชนจังหวัดชัยภูมิตื่นตัวเผ้าระวังปัญหาด้านมลพิษกับสิ่งแวดล้อม

วันที่ 4 มีนาคม 2557 นายนิพนธ์ สาธิตสมิตพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เปิดการสัมมนาโครงการสร้างและพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม ปี 2557 จัดโดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชัยภูมิ เพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนและเปิดโอกาสให้ชุมชน สถานประกอบการอุตสาหกรรมและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้มีส่วนร่วมในการป้องกันและเฝ้าระวังการเกิดปัญหาด้านมลพิษในรูปแบบเครือข่ายการเฝ้าระวังถือเป็นหนึ่งในมาตรการเชิงรุกที่สามารถใช้เป็นแนวทางในการป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นของสถานประกอบการได้เป็นอย่างดี โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาชน สถานประกอบการอุตสาหกรรม และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันเฝ้าระวังการเกิดปัญหาด้านมลพิษอันจะนำไปสู่การสร้างมวลชนสัมพันธ์เพื่อการป้องกันผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น เฝ้าระวังการเกิดผลกระทบด้านมลพิษของสถานประกอบการที่มีต่อชุมชน ลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากสถานประกอบการและสร้างเครือข่ายความร่วมมือของชุมชนในการป้องกันปัญหามลพิษ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย ผู้แทนจากภาคประชาชน NGO สถานประกอบการอุตสาหกรรม และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จำนวน 70 คน

จังหวัดชัยภูมิ เร่งติดตามความก้าวหน้าจัดเก็บข้อมูล จปฐ

วันที่ 5 มีนาคม 2557 นางนภา ศกุนตนาค รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ประชุมคณะทำงานบริหารการจัดเก็บข้อมูล จปฐ.ระดับจังหวัด เพื่อชี้แจงและซักซ้อมความเข้าใจในการออกนิเทศติดตามความก้าวหน้าจัดเก็บข้อมูล จปฐ.ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับ รวมทั้งให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้อง ครบถ้วนและมีคุณภาพ และได้กำหนดพื้นที่รับผิดชอบให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบและออกตรวจ ทั้งนี้คณะทำงานฯจะต้องออกนิเทศฯ ให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้ การจัดเก็บข้อมูล จปฐ. เป็นไปตามคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2536 เห็นชอบและอนุมัติให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชนบทนำข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ) และข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน (กชช.2ค) ไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนงานโครงการ การกำหนดนโยบายแนวทางการปฏิบัติ การอนุมัติโครงการและการติดตามผลการพัฒนาชนบทระดับจังหวัด

องคมนตรีเปิดการอบรมและบรรยายพิเศษโครงการขอนแก่นน้อมนำใจ ก้าวไปตามรอยเบื้องยุคลบาท

ศ.นพ.เกษม  วัฒนชัย  องคมนตรี  เป็นประธนเปิดการอบรมและบรรยายพิเศษโครงการขอนแก่นน้อมนำใจ  ก้าวไปตามรอยเบื้องพระยุคลบาท  ซึ่งจังหวัดขอนแก่นจัดขึ้น  เพื่อขยายผลโครงการคุณธรรมตามรอยพระยุคลบาท  เพื่อชาติเข้มแข็งและมั่นคง

เช้าวันที่ ( 5  มีนาคม  2557)  ที่ห้องประชุมศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 4  ถนนมิตรภาพ  อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น  ได้มีพิธีเปิดการอบรมโครงการขอนแก่นน้อมนำใจก้าวไปตามรอยเบื้องพระยุคลบาท  ซึ่งจังหวัดขอนแก่นจัดขึ้น  โดยมีผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วย  หัวหน้าส่วนราชการ  หัวหน้าหน่วยงาน  รัฐวิสาหกิจ  ประจำจังหวัดขอนแก่น  นายอำเภอ  ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรประจำอำเภอต่างๆ ทั้ง  26  อำเภอ  ผู้บริการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ผู้บริหารสถานศึกษา  สถาบันการศึกษา กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  จำนวน  1,800 คน  เข้าร่วมรับการอบรม

นายสมศักดิ์  สุวรรณสุจริต  ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น  เปิดเผยว่า  การอบรมครั้งนี้เพื่อให้ผู้บริหารทุกภาคส่วนในจังหวัดขอนแก่น  มีความรู้  ความเข้าใจในแนวพระราชดำริ  โครงการพระราชดำริและหลักคุณธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระองค์ได้ปฏิบัติมาตลอดระยะเวลากว่า  80  ปี  เพื่อสามารถนำเอาหลักคุณธรรม  แนวพระราชดำริและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริไปขยายผลสู่ผู้ใต้บังคับบัญชาต่อประชาชนให้ปฏิบัติตามรอยพระบุคลบาทของพระองค์ท่านได้อย่างต่อเนื่อง  และยั่งยืน  เพื่อให้ชาติไทยมีความเข้มแข็งและมั่นคงสืบไป

ในโอกาสนี้ ศ.นพ.เกษม  วัฒนชัย  ได้เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อหลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  นอกจากนี้ก็จัดให้มีการอภิปรายในหัวข้อเดียวกัน โดย นายขจัดภัย  บุรุษพัฒน  นายกสมาคมความมั่นคงปลอดภัยแห่งประเทศไทย  และ มล.ปนัดดา  ดิศกุล  รองปลัดกระทรวงมหาดไทย  ให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับฟังด้วย.
                                                                 


สมพงษ์ ปัตตานี/ ข่าว/อารมย์/พิมพ์

จังหวัดขอนแก่น จัดงานวันสตรีสากลประจำปี 2556และมอบเกียรติบัตรยอดสตรีศรีขอนแก่น

นายสมศักดิ์  สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเป็นประธานเปิดงานวันสตรีสากลที่ศาลาประชาคมขอนแก่นในงานมีการมอบเกียรติบัตรให้กับยอดสตรีศรีขอนแก่นประจำปี 2556  ซึ่งจังหวัดขอนแก่นทำการคัดเลือกโดยคณะกรรมการระดับจังหวัด  ผลการคัดเลือกมีดังนี้

 ยอดสตรีศรีขอนแก่นสาขาเกษตรกร ได้แก่นางหนูเรียน ศิริจันทร์
 สาขาสิ่งแวดล้อม ได้แก่ นางพิทยาภรณ์ สุขโข
 สาขาพัฒนาชุมชน/นักพัฒนา ได้แก่ นางนวลจันทร์ วิชัยเนาว์และนางประภัสสร ดาวจันทึก
 สาขาผู้ริเริ่มธุรกิจ ได้แก่ นางสิรินันท์ วัชรสุตานนท์
 สาขาผู้นำแรงงาน ได้แก่ นางกาญจนาภรณ์ ลีพฤติ
 สาขานักการเมือง ได้แก่ นางวงเดือน ชูเนตร
 สาขานักบริหาร ได้แก่ นางสาวศิริกุล กุลเรียบและ ดร. ณัฏฐพร ชินบุตร
 สาขาสื่อมวลชน ได้แก่ นางสมบูรณ์ กลิ่นขจร
 สาขาสาธารณสุข ได้แก่ นางทองวัฒนา สุขวิชัยและนางจันทร์พิมพ์ วุฒิธนโชติ
 สาขาสังคมสงเคราะห์ ได้แก่ดร.อรวรรณ จิววัฒนารักษ์ และนางมุกดาวัลย์
เยาวะโพธิ์
 สาขาการศึกษา ได้แก่ นางสาวประภัสศรี ชาวงษ์ และนางพิศมัย ทินเต
 สาขาการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรม  ได้แก่ นางสรัญญา ขาวไชยมหา

พร้อมกันนี้ จังหวัดขอนแก่นก็ได้เชิญศาสตราจารย์พิเศษ ด็อกเตอร์นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ มาปาฐกถาพิเศษ เรื่อง พลังสตรี พลังสร้างสรรค์  เป็นการให้ความรู้กับสตรี ผู้มาร่วมงานด้วย

สมาคมสื่อมวลชนขอนแก่นมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรสมาชิก

นางนิภา สุวรรณสุจริต นายกเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษา ให้บุตรสื่อมวลชนจังหวัดขอนแก่น เนื่องในวันนักข่าว ประจำปี 2557 ณ โรงแรมเจริญธานี ขอนแก่น เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2557 โดยมีนายพยัต ชาญประเสริฐ ประธาน ป.ป.จ.ขอนแก่น ,รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายชุมชนสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายเจริญ พัฒน์ดำรงจิต ประธานกรรมการ โรงแรมเจริญธานี และท่านผู้มีเกียรติ ร่วมมอบทุนการศึกษาสำหรับกิจกรรมการมอบทุนการศึกษาแก่บุตรสมาชิก สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดขอนแก่นนั้น ถือเป็นกิจกรรมที่สมาคมสื่อมวลชนได้ปฏิบัติต่อเนื่องกันมานานหลายปี

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนทางด้านการศึกษาให้กับบุตรสื่อมวลชนในระดับหนึ่ง โดยใช้เงินทุนของสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดขอนแก่น ที่ได้จากการจัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศลประจำปี 2556 ส่วนหนึ่ง และเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากบุคคล หน่วยงาน และองค์กรต่างๆส่วนเกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้ารับทุน ต้องเป็นบุตรของสื่อมวลชนที่ยังคงปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับต่างๆ โดยให้สิทธิ์ 1 ครอบครัว 1 ทุน แบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ดังนี้ ระดับอนุบาล จำนวน 11 ทุนๆ ละ 1,000.-บาท เงิน 11,000.- บาทระดับประถมศึกษา จำนวน 20 ทุนๆ ละ 1,200.-บาท เงิน 24,000.- บาท ระดับมัธยมต้น จำนวน 16 ทุนๆ ละ 1,500.-บาท เงิน 24,000.- บาท ระดับมัธยมปลาย จำนวน 18 ทุนๆ ละ 2,500.-บาท เงิน45,000.- บาท และระดับปริญญาตรี จำนวน 28 ทุนๆ ละ 3,000.-บาท เงิน   84,000.- บาท รวมทั้งสิ้น 93 ทุน เป็นทั้งสิ้น188,000 บาทสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดขอนแก่น ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนร่วมมอบเงินสบทบทุนบุตรสมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดขอนแก่น ประจำปี 2557